คุณค่าด้านเนื้อหาในสารคดีชีวประวัติพระนิพนธ์ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์

คุณค่าด้านเนื้อหาในสารคดีชีวประวัติพระนิพนธ์สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์

 

สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอเจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ทรงนำเรื่องราวพระราชประวัติได้อย่างน่าสนใจ เรื่องราวต่างๆ ที่ทรงพระนิพนธ์นั้นล้วนแทรกด้วยสาระความรู้มากมาย ทั้งด้านการดำเนินชีวิต การให้แง่คิด และความบันเทิง คุณค่าที่ได้จากสารคดีชีวประวัตินั้นนับว่ามีประโยชน์แก่ผู้อ่านอย่างมาก จากการศึกษาพบคุณค่าดังนี้

 

  1. คุณค่าด้านการให้แง่คิด

สารคดีชีวประวัตินั้นเป็นการนำเสนอเรื่องราวประวัติชีวิตของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง เรื่องราวชีวิตของบุคคลเหล่านั้นอาจให้แง่คิดแก่ผู้อ่าน ทำให้สามารถนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันของตนเองได้ จากการศึกษาพบคุณค่าด้านการให้แง่คิด 2 ประการ คือ แง่คิดเกี่ยวกับการดำเนินชีวิตและแง่คิดในการอบรมเลี้ยงดูบุตรดังต่อไปนี้

1.1 แง่คิดเกี่ยวกับการดำเนินชีวิต

เรื่องราวชีวิตของบุคคลต่างๆ ที่สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอเจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์นำมาถ่ายทอดนั้นเป็นเรื่องราวชีวิตที่น่าสนใจ การดำเนินชีวิตของแต่ละพระองค์นั้นล้วนให้แง่คิดได้เป็นอย่างดี เช่น สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวาปีบุษบากร ดังต่อไปนี้

1.1.1 ความประหยัดและมัธยัสถ์

สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอเจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ได้ทรงนำเสนอแง่คิดเกี่ยวกับหลักการดำเนินชีวิตของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีในด้านการใช้สิ่งของให้คุ้มค่า ดังตัวอย่างต่อไปนี้

ตัวอย่าง

สำหรับบางคนงานอดิเรกนั้นเป็นการสะสมสิ่งของต่างๆ  เช่น ไม้ขีด พวกกุญแจ ของเก่า ฯลฯ แม่เป็นคนที่ไม่ชอบสะสมอะไรเลย เมื่อแม่ตัดสินว่าจะซื้อเสื้อฝนหรือรองเท้าใหม่หรือของอื่น บ่อยครั้งท่านจะให้ของเก่าไปเสียก่อนที่จะได้ของใหม่มา มีอยู่อย่างเดียวที่ท่านจะสะสม คือ แสตมป์ แต่ไม่ใช่สำหรับเดี๋ยวนี้ “เตรียมเอาไว้ก่อน สำหรับเวลาที่เดินไม่ได้แล้ว”

(เวลาเป็นของมีค่า, 2538 : 7)

จากข้อความข้างต้น จะเห็นได้ว่าสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีมีหลักในการดำเนินชีวิตอย่างประหยัดและมัธยัสถ์จะใช้ของเก่าที่มีอยู่ก่อน โดยจะไม่สิ้นเปลืองเงินซื้อของใหม่

 

 

1.1.2 ความพยายาม

สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอเจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ทรงนำเสนอแง่คิดเกี่ยวกับการดำเนินชีวิตในด้านความมานะพยายามของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีในการทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งให้ประสบความสำเร็จ ดังตัวอย่างต่อไปนี้

ตัวอย่าง

วิธีทับดอกไม้

แม่ได้ทดลองใช้วิธีหลายอย่าง เช่น ใช้เครื่องอัดที่ทำขึ้นพิเศษสำหรับดอกไม้ซึ่งมีหลายแบบและซึ่งมีคนหลายคนซื้อมาให้หรือใช้เตารีดผ้า ในที่สุดหลังจากที่ได้ค้นคว้ามานาน ท่านได้พบวิธีที่ท่านเห็นเหมาะสมที่สุด

การเตรียม

  1. ใช้หนังสือพิมพ์ที่ขนาดเท่ากันเสมอ ขนาดหนังสือพิมพ์นี้มีความสำคัญมาก เพื่อความสะดวกในการทับ ตามปกติแม่ใช้หนังสือพิมพ์ Le Matin (เมื่ออยู่โลซานน์) และ Bangkok Post (เมื่ออยู่เมืองไทย) นำหนังสือพิมพ์มาหนึ่งแผ่น (สี่หน้า) พับครึ่งสามครั้ง
  2. ตัดกระดาษห่อของอย่างนุ่มและบาง (Tissue paper) เท่ากับเศษหนึ่งส่วนสี่ของหน้าหนังสือพิมพ์ วางหนังสือพิมพ์ด้านที่จะเปิดออกเข้าหาตัว เปิดหนังสือพิมพ์ออก ทากาวได้รอยพับเป็นทางกว้างประมาณ 1-2 ซ.ม. แล้วเอากระดาษห่อของมาติด

การใช้กระดาษห่อของชนิดนี้เพื่อให้เห็นดอกไม้ที่ทับได้ แม่เคยใช้กระดาษแก้วเพราะใสดี แต่ดอกไม้เสียหมด เพราะกระดาษแก้วไม่ดูดความชื้นออกไป

  1. ตัดกระดาษห่อของที่ติดกาวอยู่เป็นเส้นๆ ตามขนาดดอกไม้ที่จะทับ
  2. เอากระดาษห้องน้ำมาปูใต้กระดาษห่อของ

การทับ

  1. เอาดอกไม้ทีละดอกหรือทีละช่อมาวางบนกระดาษห้องน้ำและจัดให้ดี ปิดเส้นกระดาษหอของ ทับด้วยกระเบื้องแบนๆ และกดไว้สักครู่หนึ่ง แล้วจึงเอากาวติดส่วนล่างของเส้นกระดาษห่อของ จากนั้นจึงทำวิธีเดียวกันจนเต็มหน้า
  2. เอากระดาษห้องน้ำอีกชิ้นหนึ่งมาวางซ้อนข้างบนกระดาษห่อของ ปิดหนังสือพิมพ์เขียนชื่อดอกไม้และวันที่ไว้ข้างล่าง
  3. เมื่อเสร็จแล้ว เอาหนังสือพิมพ์ทั้งแผ่นซึ่งพับสามครั้งเช่นเดียวกันไว้ข้างบนและข้างใต้แต่ละชุด แล้งเรียงซ้อนกันและเอาหนังสือหนักๆ ทับไว้ ประมาณ 4-5 วันจะใช้ได้

(เวลาเป็นของมีค่า, 2538 : 160-161)

จากข้อความข้างต้น จะเห็นได้ว่าสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ทรงเป็นบุคคลที่มีความพยายามและความตั้งใจในการที่จะทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งให้ประสบความสำเร็จ พระองค์พยายามค้นคว้าหาวิธีทับดอกไม้อยู่หลายวิธี จนพบวิธีที่คิดว่าเหมาะสมที่สุดในการทับดอกไม้และมีพระประสงค์จะถ่ายทอดความรู้ดังกล่าวให้ผู้อ่านด้วย

1.1.3 การอ่อนน้อมถ่อมตนและไม่ถือตน

สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอเจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ได้ให้แง่คิดเกี่ยวกับการดำเนินชีวิตของพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวาปีบุษบากรว่ามีความอ่อนน้อมถ่อมตน และสมเด็จพระมหิตลาธิเบศรอดุลยเดชวิกรมพระบรมราชชนกก็ทรงไม่ถือพระองค์ ทรงช่วยสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีเลี้ยงพระโอรสพระธิดา ดังตัวอย่างต่อไปนี้

ตัวอย่างที่ 1

ในที่สุดปลายปี 2522 หนังสือ “บันทึกเทศน์สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ญาณวรเถระ) วัดเทพศิรินทราวาส” ก็ได้ปรากฏขึ้นมา มิได้เป็นหนังสือที่พิมพ์อย่างธรรมดา แต่เป็นลายพระหัตถ์ของเสด็จฯ พร้อมทั้งการแก้ติชมของสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ฯ เจ้าคุณธรรมธัชฯ อยากจะให้ทรงเผยแพร่บันทึกนี้ทันที แต่เสด็จฯ ไม่ทรงยอม จะให้เป็นหนังสือแจกในงานพระเมรุ รับสั่งว่าเขาอาจจะคิดกันว่าอยากทรงโอ้อวด

(พระราชธิดาในรัชกาลที่ 5, 2524 : 13)

จากข้อความข้างต้น จะเห็นได้ว่าพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวาปีบุษบากรทรงเป็นบุคคลที่ไม่โอ้อวดตนเอง โดยไม่อยากให้คนอื่นเห็นว่าพระองค์อยากแสดงตนว่าเก่ง เพราะการโอ้อวดตนเองอาจจะทำให้ผู้อื่นไม่ชอบได้

 

ตัวอย่างที่ 2

แหนนและมิสเดวิสเมากันมากทั้งสองคนและลุกจากเตียงไม่ไหว แม่ต้องดูแลลูกทั้งสามคนเอง เคราะห์ดีทูลหม่อมฯ ไม่ทรงเป็นบุรุษประเภทที่เห็นว่าเป็นการเสียศักดิ์ศรีของผู้ชายถ้าไปเลี้ยงลูก จึงทรงช่วยแม่ถึงขนาดทรงอาบน้ำแต่งตัวให้ลูกๆ และทรงคุมการรับประทานอาหารด้วยพระองค์เอง

(เจ้านายเล็กๆ –ยุวกษัตริย์, 2549 : 77)

จากข้อความข้างต้น จะเห็นได้ว่าสมเด็จพระมหิตลาธิเบศรอดุลยเดชวิกรมพระบรมราชชนก มีหลักในการดำเนินชีวิตครอบครัวที่น่ายึดถือเป็นแบบอย่าง ทรงไม่ถือพระองค์และศักดิ์ศรีของผู้ชายในการที่จะทรงช่วยสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีเลี้ยงพระโอรสพระธิดาถือว่าเป็นความคิดแบบผู้ชายตะวันตก

 

1.1.4 การช่วยเหลือตนเองและรู้จักหน้าที่

สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอเจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ได้ให้แง่คิดเกี่ยวกับการดำเนินชีวิตของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีในด้านการช่วยเหลือตนเองและรู้จักหน้าที่ ดังตัวอย่างต่อไปนี้

ตัวอย่าง

เมื่อไปอยู่ใหม่ๆ อานตี้สตรองทำอาหารให้ทุกมื้อและล้างชามเองด้วย อุบลและแม่เสนอว่าจะทำอาหารเช้าเอง อานตี้สตรองจะได้ไม่ต้องตื่นเช้านัก และจะล้างชามให้ด้วย อานตี้สตรองจะได้อ่านหนังสือพิมพ์ได้สบายๆ ด้วยระเบียบนี้อุบลและแม่สามารถหุงข้าวและเจียวไข่ และบางครั้งยังไม่ตัดเนื้อเย็นที่อยู่ในตู้ เช่น ขาแกะมากินอีก เนื้อนี้เวลานั่งโต๊ะจะได้เพียงชิ้นเล็กๆ ไม่พอกับความหิวและความอร่อย

(แม่เล่าให้ฟัง, 2549 : 63)

จากข้อความข้างต้น จะเห็นได้ว่าสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีมีหลักในการดำเนินชีวิตโดยการช่วยเหลือตนเองและรู้จักหน้าที่ของตนเอง พยายามดำเนินชีวิตโดยไม่เป็นภาระของผู้อื่น

 

1.2 แง่คิดในการอบรมเลี้ยงดูบุตร

งานพระนิพนธ์ของสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอเจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ทรงเสนอแง่คิดวิธีการเลี้ยงดูพระโอรสพระธิดาในสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีไว้อย่างน่าสนใจ วิธีการอบรมเลี้ยงดูพระโอรสพระธิดาของพระองค์นั้นเป็นวิธีการเลี้ยงดูที่สามัญชนสามารถนำไปเป็นแบบอย่างได้อย่างดี เช่น การอบรมพระโอรสพระธิดาโดยวิธีลงโทษ การเลี้ยงดูโดยนำวิธีทางพระพุทธศาสนามาสอน ดังต่อไปนี้

1.2.1 การสอนให้มีระเบียบวินัย

สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอเจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ทรงนำเสนอแง่คิดเกี่ยวกับการอบรมเลี้ยงดูพระโอรสพระธิดาในสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีด้านการสอนให้มีระเบียบวินัย พระองค์ทรงสอนให้ลูกๆ มีความรับผิดชอบ มีระเบียบวินัยในตนเอง ไม่ต่างกับสามัญชนทั่วไป ดังความว่า

ตัวอย่าง

ชีวิตก็ผ่านไปเรื่อยๆ แม่จัดการเรียน การเล่น การออกสังคมของเรา ท่านดูแลอาหาร ความสะอาด สุขภาพ เราต้องทำทุกอย่างเป็นเวลา เช่น การกิน การนอน การโรงเรียน การเล่น นานๆ ทีถ้าเราไม่ทำตามที่ต้องทำจะถูกทำโทษหรือถูกตี

(เจ้านายเล็กๆ –ยุวกษัตริย์, 2549 : 87)

จากข้อความข้างต้น จะเห็นได้ว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชน และสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอเจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ทรงใช้ชีวิตอย่างมีระเบียบวินัย เพราะการสร้างวินัยตั้งแต่เด็กๆ จะช่วยฝึกให้ทั้ง 3 พระองค์มีความรับผิดชอบต่อหน้าที่ของตนเองตั้งแต่ยังเด็ก และเมื่อเป็นผู้ใหญ่จะทำให้สามารถรับผิดชอบหน้าที่อันยิ่งใหญ่ที่มีต่อบ้านเมืองได้เป็นอย่างดี

 

1.2.2 การลงโทษเมื่อลูกกระทำผิด

สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอเจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ทรงเสนอแง่คิดเกี่ยวกับการอบรมเลี้ยงดูพระโอรสพระธิดาในสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีด้านการลงโทษเมื่อพระโอรสกระทำผิด พระองค์ทรงมีวิธีการสอนเพื่อให้รู้จักถูกผิด ดังตัวอย่างต่อไปนี้

ตัวอย่าง

ครั้งหนึ่ง เมื่อไปอยู่โลซานน์แล้วจะต้องมีการลงโทษ เพราะพระองค์ชายชอบไปแกล้งลูกของผู้เฝ้าบ้าน ซึ่งตัวเล็กที่สุดในจำนวนเด็กที่วิ่งอยู่ตามแถวนั้น อายุประมาณ 4-5 ขวบ พี่น้องสององค์ตั้งชื่อเขาว่า “เด็กคนเล็ก” และเมื่อเรียก “เด็กคนเล็ก” เป็นภาษาไทย เด็กคนนี้ก็จะโผล่มาทุกที บางครั้งก็โยนของให้กินจากระเบียง เช่น เม็ดแตงโม ซึ่งเด็กคนนั้นก็กินทั้งเปลือก วันหนึ่งพระองค์ชายก็ไปผลักเด็กคนนี้ในที่ที่อันตราย คือที่บันได แม่จึงพูดว่า “เตือนมาหลายทีแล้วคราวนี้เห็นจะต้องตี คิดว่าควรตีสักกี่ที” พระองค์ชายตอบว่า “หนึ่งที” แต่ก็ตอบว่า “เห็นจะไม่พอ เพราะทำมาหลายทีควรเป็นสามที” จึงได้ตกลงกันเช่นนั้น ตั้งแต่นั้นมาก็ไม่ได้ผลักเขาอีก ส่วนพระองค์เล็กนั้น บางครั้งก็ต้องถูกทำโทษเหมือนกันแต่น้อยกว่า ไม่ใช่เพราะไม่ซน แต่แม่บอกว่าเพราะโดยมากพี่จะเป็นผู้นำ เมื่อเห็นตัวอย่างจากการถูกทำโทษพี่ก็จะระวังตัว

(เจ้านายเล็กๆ –ยุวกษัตริย์, 2549 : 87-89)

จากข้อความข้างต้น จะเห็นได้ว่าสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีทรงมีวิธีและแนวทางในการอบรมเลี้ยงดูพระโอรสพระธิดาที่ดี โดยจะลงโทษพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดลและพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชเมื่อกระทำความผิดครั้งทรงพระเยาว์ ถึงแม้ว่าทั้งสองพระองค์จะเป็นพระบรมวงศานุวงศ์ก็ตาม

 

1.2.3 การสอนโดยใช้วิธีทางพระพุทธศาสนา

สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอเจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ทรงเสนอแง่คิดเกี่ยวกับการอบรมเลี้ยงดูพระโอรสพระธิดา ในสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีด้านการสอนโดยใช้วิธีทางพระพุทธศาสนาซึ่งเป็นสิ่งที่คนไทยใช้เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจเพื่อปฏิบัติความดีงาม ดังตัวอย่างต่อไปนี้

ตัวอย่าง

นอกจากนั้น วันอาทิตย์แม่จะพาไปดูวัดต่างๆ เป็นเพียงการไปชมภายนอก เพื่อให้รู้จักลักษณะของวัด เช่น วัดพระแก้ว โดยเฉพาะระเบียงที่มีภาพรามเกียรติ์ วัดสุทัศน์ฯ วัดโพธิ์ วัดอรุณฯ ที่วัดสระเกศฯ นั้นได้ไปเวลามีงานภูเขาทองเพื่อดูละครลิงและซื้อดอกไม้ไฟ แม่ไม่ได้พาไปฟังเทศน์เพราะ “เด็กๆ” (ตามที่เราเรียกตัวเองกัน) คงนั่งนิ่งๆ อยู่ไม่ไหวและคงไม่เข้าใจอะไรเลย แม่จะอธิบายพุทธประวัติในถ้อยคำง่ายๆ ที่เราสามารถจะเข้าใจได้ และก่อนนอนจะให้สวดมนต์สั้นๆ ในภาษาธรรมดาๆ ว่า “ขอให้พระพุทธเจ้าบันดลใจให้ (ชื่อของเราเอง) เป็นเด็กดี มีใจเมตตากรุณา” ภายหลังอาจมีอะไรต่อเติมอะไรอื่นอีกแล้วแต่แต่ละคน

(เจ้านายเล็กๆ ยุวกษัตริย์, 2549 : 127)

จากข้อความข้างต้น จะเห็นได้ว่าสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีทรงมีวิธีเลี้ยงดูพระโอรสและพระธิดาที่น่าสนใจ โดยนำวิธีทางพระพุทธศาสนามาสอนให้เป็นคนดี และมีจิตใจเมตตา

 

1.2.4 การให้เรียนรู้ความจริงและมีสัจจะ

สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอเจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ทรงเสนอแง่คิดเกี่ยวกับการอบรมเลี้ยงดูพระโอรสพระธิดาของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีด้านการให้เรียนรู้ความจริงและมีสัจจะ ไม่หลอกลวงตนเองและผู้อื่นเพื่อเชิดชูตนเอง ดังตัวอย่างต่อไปนี้

ตัวอย่าง

แม่ไม่เคยชมเราว่าฉลาดหรืองาม จะชมก็เมื่อประพฤติตนดี ทำอะไรที่น่าสรรเสริญ เราจึงไม่เหลิง อาจขาดความมั่นใจในตัวเองบ้าง แต่ก็ทราบอยู่เสมอว่าเราเป็นใคร ด้วยการพูดกันให้เข้าใจนี้ทำให้เราเป็นผู้ที่นับถือความจริง สัจจะ ไม่หลอกใครและไม่หลอกตัวเอง

(เจ้านายเล็กๆ ยุวกษัตริย์, 2549 : 258)

จากข้อความข้างต้น จะเห็นได้ว่าสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีทรงมีหลักในการเลี้ยงพระโอรสพระธิดาที่ดี โดยจะไม่ชมว่าฉลาดหรืองามอย่างไม่มีเหตุผล จะชมก็ต่อเมื่อได้กระทำความดีหรือประพฤติตนดี ทำให้เป็นผู้ที่นับถือความจริงและสัจจะของตน

 

  1. คุณค่าด้านการให้ความรู้

สารคดีชีวประวัติเป็นเรื่องราวที่กล่าวถึงความเป็นมาของชีวิตบุคคลใดบุคคลหนึ่ง แต่นอกเหนือจากความรู้เรื่องประวัติความเป็นมาของชีวิตบุคคลที่พระองค์ทรงจะนำเสนอแล้ว สารคดีชีวประวัติยังอาจแทรกความรู้ในเรื่องต่างๆ ไว้ด้วย จากการศึกษาสารคดีชีวประวัติของสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอเจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ พบคุณค่าด้านการให้ความรู้ดังต่อไปนี้

2.1 ความรู้เกี่ยวกับสภาพสังคม

สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอเจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ถ่ายทอดเรื่องราวชีวประวัติของบุคคลที่ใกล้ชิดได้อย่างน่าสนใจ นอกจากประวัติชีวิตที่เป็นเนื้อหาที่สำคัญที่พระองค์ทรงนำเสนอแล้ว เรื่องราวชีวิตที่พระองค์ทรงถ่ายทอดนั้นยังได้แทรกความรู้เกี่ยวกับสภาพสังคมในช่วงเวลาเหตุการณ์ที่พระองค์ทรงเล่าถึงอีกด้วย ดังตัวอย่างต่อไปนี้

ตัวอย่างที่ 1

จะสังเกตว่าแม่ใส่หมวกอยู่เสมอ ในสมัยนั้นเมื่อออกจากบ้านสุภาพสตรีจะต้องใส่หมวดเสมอไป จะมาเลิกนิยมใช้กันตอนสงครามโลกครั้งที่สอง พ.ศ. 2482-2488 (ค.ศ. 1939-1945)

การเลิกนุ่งผ้าโจงกระเบนมาเป็นนุ่งผ้าซิ่นมีขึ้นในต้นๆ รัชกาลที่ 6 เมื่อแม่กลับมาเมืองไทยปี พ.ศ. 2466 (ค.ศ. 1923) แม่เริ่มนุ่งผ้าซิ่น

(แม่เล่าให้ฟัง, 2549 : 108)

จากข้อความข้างต้น คุณค่าที่ได้จากเรื่องนี้คือความรู้เกี่ยวกับสภาพสังคมในสมัยก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 สุภาพสตรีในสมัยนั้นจะต้องสวมหมวกเมื่อออกจากบ้าน และการสวมหมวกนั้นมาเลิกนิยมตอนสงครามโลกครั้งที่สอง และนอกจากนั้นยังให้ความรู้เกี่ยวกับสภาพสังคมการแต่งกายในสมัยต้นรัชกาลที่ 6 โดยเปลี่ยนจากการนุ่งผ้าโจงกระเบนมาเป็นการนุ่งผ้าซิ่นแทน

 

ตัวอย่างที่ 2

ในสมัยนั้นยังไม่มีนามสกุล จะมีพระราชบัญญัติขนานนามสกุลในปี พ.ศ. 2456 การใช้คำว่า “เด็กชาย” หรือ “เด็กหญิง” ก็ยังไม่มีจนกระทั่งมีพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยคำนำนามเด็ก 1 ตุลาคม พ.ศ. 2464 อันที่จริงพระราชกฤษฎีกานี้ได้ทรงยกเลิกเดือนเศษภายหลังเพราะ “มิได้ให้คุณความสะดวก สมพระราชประสงค์ แต่ตรงกันข้ามกลับเครื่องทำให้เปลืองเวลาและความคิดของข้าแผ่นดิน” ถึงอย่างไรก็ดีทางราชการก็ยังได้ใช้ต่อมาในราชกิจจานุเบกษา”

(แม่เล่าให้ฟัง, 2549 : 12)

จากข้อความข้างต้น คุณค่าที่ได้จากเรื่องนี้คือความรู้เกี่ยวกับสภาพสังคมสมัยนั้นประชาชนยังไม่มีนามสกุล ดังนั้นพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงทรงโปรดเกล้าฯ ให้มีการตั้งนามสกุลเหมือนกับประเทศอื่นๆ โดยให้ตราพระราชบัญญัติขนานนามสกุล เมื่อวันที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2455 มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2456 นอกจากนั้นคำนำหน้าว่าเด็กชายและเด็กหญิงก็ยังไม่มีใช้เช่นกัน จนมีราชกฤษฎีกาว่าด้วยคำนำหน้าเด็กในวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2464

 

2.2 ความรู้เกี่ยวกับพระราชประวัติและพระบรมวงศานุวงศ์

สารคดีชีวประวัติของสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอเจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ เนื้อหาทั้งหมดเป็นชีวประวัติของพระบรมวงศานุวงศ์ ได้แก่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชน สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี พระบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวาปีบุษบากร และพระบรมวงศานุวงศ์ที่เกี่ยวข้อง ดังนั้นความรู้หลักที่ผู้อ่านได้รับก็คือความรู้เกี่ยวกับพระราชประวัติและความรู้เกี่ยวกับพระบรมวงศานุวงศ์ ซึ่งเป็นความรู้ที่ถ่ายทอดมาจากบุคคลที่ใกล้ชิดกับเจ้าของประวัติ จึงทำให้ความรู้ที่ได้รับเป็นข้อมูลที่ถูกต้องมากที่สุด ดังความว่า

ตัวอย่างที่ 1

วันที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2468 (ค.ศ. 1925) หม่อมเจ้าชายอานันทมหิดล (พ.ศ. 2470 พระ
วรวงศ์เธอพระองค์เจ้า พ.ศ. 2477 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 8) ประสูติที่โรงพยาบาลของเมืองไฮเดลเบิร์ก

(แม่เล่าให้ฟัง, 2549 : 157)

จากข้อความข้างต้น คุณค่าที่ได้จากเรื่องนี้คือความรู้เกี่ยวกับพระราชประวัติของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล

 

 

ตัวอย่างที่ 2

พระเจ้าลูกเธอ พระองค์เจ้าวาปีบุษบากร ประสูติในพระบรมมหาราชวังเมื่อวันพฤหัสบดี เดือน 7 แรม 4 ค่ำ ปีเถาะ ตรีศก จุลศักราช 1253 ตรงกับวันที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2434 ทรงเป็นพระราชธิดาพระองค์ที่ 68 ในจำนวนพระราชโอรสธิดา 77 พระองค์ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระชนนี คือ เจ้าจอมมารดาพร้อม เป็นธิดาของพระยาพิศณุโลกาธิบดี (บัว) ท่านหญิงแก้วทรงเขียนว่า “เสด็จฯ รับสั่งเล่าว่า คุณจอมมารดาของพระองค์ไม่นามสกุล เพราะพระยาพิศณุโลกาธิบดีผู้เป็นบิดานั้น มีแต่ธิดาไม่มีบุตรเลย ฉะนั้นเมื่อรัชกาลที่ 6 พระราชทานนามสกุลในปี พ.ศ. 2456 จึงไม่มีผู้ใดที่จะขอพระราชทาน”

(พระราชธิดาในรัชกาลที่ 5, 2524 : 43)

จากข้อความข้างต้น คุณค่าที่ได้จากเรื่องนี้คือความรู้เกี่ยวกับพระราชประวัติของพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวาปีบุษบากร

 

ตัวอย่างที่ 3

พระราชโอรสและพระราชธิดาทรงมีพระอิสริยยศต่างกันตามฐานันดรศักดิ์ของพระชนนี

  1. ถ้าพระมารดาเดิมเป็นพระองค์เจ้า คือ เป็นพระราชธิดาของพระเจ้าแผ่นดิน เช่น พระ

ขนิษฐาต่างชนนีของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งต่อไปจะทรงสถาปนาเป็นพระนางเจ้าฯ และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระราชโอรสและพระราชธิดาจะทรงเป็น

สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ฯ (องค์ชาย)

สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าฯ (องค์หญิง)

ภายในเรียกกันว่า “ทูลกระหม่อม” หรือ “ทูลหม่อม” สมเด็จเจ้าฟ้าชั้นทูลกระหม่อมมี 20 พระองค์

(พะราชธิดาในรัชกาลที่ 5, 2524 : 36)

จากข้อความข้างต้น คุณค่าที่ได้จากเรื่องนี้คือความรู้เกี่ยวกับพระอิสริยยศของพระราชโอรสและพระราชธิดาที่ต่างกันตามฐานันดรศักดิ์ของพระชนนี

 

2.3 ความรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์

เรื่องราวในพระนิพนธ์ชีวประวัติของสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอเจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์นั้น ได้ให้ความรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์หลายเรื่อง เช่น ประวัติศาสตร์ทางการเมืองที่สำคัญของประเทศไทยในปี พ.ศ. 2475 นับว่าเป็นประวัติศาสตร์ทางการเมืองที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยอย่างมาก หรือประวัติศาสตร์เกี่ยวกับสงครามโลกซึ่งมีผลกระทบต่อบุคคลที่พระองค์ได้กล่าวถึงในพระนิพนธ์ช่วงเวลาที่พระองค์ได้บันทึกเรื่องราว จากงานพระนิพนธ์พบตัวอย่างดังต่อไปนี้

 

ตัวอย่างที่ 1

ปี 2477 เป็นปีที่นำการเปลี่ยนแปลงอย่างใหญ่หลวงมาในชีวิตของครอบครัวมหิดลหรือถ้าจะพูดให้ถูกต้องคือราชสกุลมหิดลและนำความทุกข์ความกังวลมายังผู้ที่เจ้านายเล็กๆ ในราชสกุลนี้เคารพรักที่สุดคือ สมเด็จย่าและแม่

หลังจากที่ได้มีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง (24 มิถุนายน พ.ศ. 2475) ไม่นานสถานการณ์ทางการเมืองก็ไม่เรียบร้อยขึ้นมา

(เจ้านายเล็กๆ –ยุวกษัตริย์, 2549 : 213)

จากข้อความข้างต้น คุณค่าที่ได้จากเรื่องนี้คือความรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ทางการเมือง เมื่อปี พ.ศ. 2475 ประเทศไทยได้มีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวได้มีพระหัตถเลขาประกาศสละราชสมบัติ

 

ตัวอย่างที่ 2

สงครามโลกเริ่มที่ยุโรป พ.ศ. 2482 แต่ทางการเมืองไทยไม่ได้กระทบกระเทือนจนถึงปลายปี 2484 เมื่อญี่ปุ่นโจมตีเพิร์ลฮาเบอร์ในเกาะอาวายและประเทศต่างๆ ในแหลมอินโดจีน ในปี 2486 ทางสัมพันธมิตรมาบอมบ์ประเทศไทยหนัก รัฐบาลขอให้สมเด็จฯ ทรงอพยพไปนอกกรุงเทพฯ ทรงตัดสินพระทัยเสด็จไปที่ศรีราชา ซึ่งไม่ได้เสด็จไปนานแล้ว และทรงชวนพระขนิษฐา 2 พระองค์ คือ พระองค์เจ้าพวงสร้อยสอางค์ และพระองค์เจ้าประดิษฐาสารี พร้อมทั้งเสด็จฯ ให้เสด็จไปด้วยเสด็จฯ ประทับที่ตำหนักเรือนปทุมทยากร ซึ่งทรงสร้างเมื่อพระชันษาครบ 4 รอบ พ.ศ. 2482

(พระราชธิดาในรัชกาลที่ 5, 2524 : 147)

จากข้อความข้างต้น คุณค่าที่ได้จากเรื่องนี้คือความรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของสงครามโลก สงครามโลกได้เริ่มขึ้นที่ยุโรปใน พ.ศ. 2482 แต่ทางการเมืองไทยยังไม่ได้มีผลกระทบกระเทือน ประเทศไทยได้มารับผลกระทบในปี พ.ศ. 2486 ที่ทางสัมพันธมิตรมาทิ้งระเบิดประเทศไทยอย่างหนัก

 

2.4 ความรู้เกี่ยวกับสภาพภูมิศาสตร์

สารคดีชีวประวัตินอกจากจะเล่าเรื่องราวชีวิตแล้ว ผู้อ่านยังได้ความรู้เกี่ยวกับสถานที่สำคัญๆ อีกด้วย พระองค์ทรงบรรยายถึงสถานที่หรือสภาพภูมิศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับเนื้อเรื่อง ทำให้ผู้ผ่านได้รับความรู้เพิ่มเติม ดังตัวอย่างต่อไปนี้

ตัวอย่างที่ 1

เมืองโลซานน์และเมืองพุยยี่นี้ทางใต้จดกับทะเลสาบเลมอง (Lac Leman) สูงจากระดับน้ำทะเล 300 เมตรแล้วจะลาดขึ้นไปเรื่อยๆ เขตเมืองทางเหนือสูงถึงประมาณ 600 เมตร โรงเรียนใหม่ (Ecole Nouvelle) อยู่ทางเหนือโรงเรียนของข้าพเจ้าอยู่กลางๆ เมือง

(เจ้านายเล็กๆ –ยุวกษัตริย์, 2549 : 253)

จากข้อความข้างต้น คุณค่าที่ได้จากเรื่องนี้คือความรู้เกี่ยวกับสภาพภูมิศาสตร์ของเมืองโลซานน์และเมืองพุยยี่ว่า เมืองโลซานน์และเมืองพุยยี่นั้นตั้งอยู่ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ ซึ่งเป็นเมืองที่มีอากาศดีและภูมิประเทศสวยงามมาก

 

          ตัวอย่างที่ 2

ทูลหม่อมพ่อและแม่ได้ทรงถือโอกาสไปเที่ยวโดยรถบัสกับกลุ่มนักท่องเที่ยวธรรมดา (bus tour) ที่กริมเซลและฟูร์คา ซึ่งเป็นทางผ่านระหว่างเขาสองเขา (pass) และซึ่งเป็นถนนคดเคี้ยวที่สวยงามมาก และผ่านที่กลาเซียร์ ดู โรน (Glacier duRhone) ซึ่งเป็นต้นกำเนิดของแม่น้ำโรน และไปเที่ยวเมืองลูเซอร์น (Lucerne) ด้วย

(แม่เล่าให้ฟัง, 2549 : 165-166)

จากข้อความข้างต้น คุณค่าที่ได้จากเรื่องนี้อคือความรู้เกี่ยวกับสภาพภูมิศาสตร์ของเมืองต่างๆ ที่สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนกและสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีได้เดินทางผ่านไปท่องเที่ยว โดยแม่น้ำโรนนั้นมีต้นแม่น้ำอยู่ที่สวิสเซอร์แลนด์และไหลผ่านประเทศสวิสเซอร์แลนด์ไปยังทางมุมตะวันออกเฉียงใต้ของฝรั่งเศส

 

2.2 ความรู้เกี่ยวกับประเพณี

สารคดีชีวประวัติในพระนิพนธ์สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ได้กล่าวถึงประเพณีที่น่าสนใจหลากอย่าง บางอย่างเป็นประเพณีที่สามัญชนทั่วไปอาจจะไม่คุ้นเคยมากนัก เพราะเป็นประเพณีที่จัดขึ้นสำหรับพระบรมวงศานุวงศ์ นับได้ว่าการอ่านสารคดีชีวประวัติในพระนิพนธ์สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์นั้น ทำให้ได้รับความรู้เกี่ยวกับประเพณีในราชสำนักเพิ่มมากขึ้นด้วย

ตัวอย่างที่ 1

…ตามโบราณราชประเพณีก็มีหลักสำคัญอยู่ว่า พระมหากษัตริย์เมื่อได้ทรงราชย์แล้ว จำต้องรีบทำพิธีบรมราชาภิเษกโดยเร็ว เพราะหาไม่แล้วยังไม่ถือว่าทรงเป็นพระมหากษัตริย์โดยบริบูรณ์ คือยังเป็น “พระบาทสมเด็จ” ไม่ได้ พระสงฆ์ยัง “ถวายอดิเรก” ไมได้ เป็นการทำให้ขลุกขลักมาก สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้เสด็จขึ้นทรงราชย์ถึงปีกว่าแล้ว ยังหาได้ทรงทำพระราชพิธีนี้ไม่ ดูเป็นการไม่สมควรอย่างยิ่ง…

(เจ้านายเล็กๆ –ยุวกษัตริย์, 2549 : 335)

จากข้อความข้างต้น คุณค่าที่ได้จากเรื่องนี้คือความรู้ประเพณีที่เกี่ยวข้องกับบุคคลในพระบรมวงศานุวงศ์ คือราชประเพณีเกี่ยวกับการขึ้นครองราชย์เป็นพระมหากษัตริย์ การขึ้นครองราชย์นั้นจะสมบูรณ์ได้ก็ต่อเมื่อทำพิธีบรมราชาภิเษก

 

 

ตัวอย่างที่ 2

ตามพระราชประเพณีโปรดเกล้าฯ กำหนดพิธีทำขวัญเดือน เมื่อวันอาทิตย์เดือน 10 ขึ้น 4 ค่ำ ราช 1253 ตรงกับวันที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2434 ที่ตำหนักเจ้าจอมมารดาพร้อม เวลาเช้าพระสงฆ์ 10 รูป เจริญพระพุทธมนต์ เวลา 2 ทุ่มเศษ พระบรมวงศานุวงศ์และข้าราชการผู้ใหญ่ไปคอยเฝ้าอยู่ พระเจ้าอยู่หัวเสด็จลง          เจ้าพนักงานแต่งพระองค์พระเจ้าลูกเธอพระองค์เจ้าหญิง ตามขัตติยราชกุมารีประเพณีเสร็จแล้ว โปรดให้เวียนเทียนสมโภชตามเคย แล้วโปรดพระราชทานพระนาม พระเจ้าลูกเธอ พระองค์เจ้าหญิง เวลายามเศษเสร็จการสมโภชเสด็จขึ้น

(พระราชธิดาในรัชกาลที่ 5, 2524 : 45)

จากข้อความข้างต้น คุณค่าที่ได้จากเรื่องนี้คือความรู้ประเพณีที่เกี่ยวข้องกับพระบรมวงศานุวงศ์ คือพระราชประเพณีเกี่ยวกับพิธีการทำขวัญเดือนว่าเป็นพิธีที่จัดขึ้นเมื่อเด็กเกิดมาครบเป็นเวลา 1 เดือน

 

  1. คุณค่าด้านความบันเทิง

นอกจากพระนิพนธ์สารคดีชีวประวัติจะให้คุณค่าในด้านแง่คิดและคุณค่าด้านความรู้แล้ว ยังให้คุณค่าด้านความบันเทิงแก่ผู้อ่านด้วย พระองค์ทรงใช้ภาษาที่เรียบง่าย มีชีวิตชีวา ทำให้ประวัติชีวิตบุคคลนั้นมีสีสันและไม่น่าเบื่อ จากการศึกษาสารคดีชีวประวัติของสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ พบคุณค่าการให้ความบันเทิงดังต่อไปนี้

ตัวอย่างที่ 1

นักเรียนพยาบาลทุกคนจะอยู่ด้วยกันในเรือนๆ หนึ่ง ซึ่งชั้นบนเป็นห้องนอนและชั้นล่างเป็นห้องเรียน ต่อมาเมื่อมีนักเรียนมากขึ้น ทั้งสองชั้นกลายเป็นห้องนอน และห้องเรียนย้ายไปอยู่เรือนใหม่ การเรียนปีแรกเป็นการเรียนทฤษฎีกับครูซึ่งเป็นแพทย์ปีที่ 3 เป็นการฝึกงานภายใต้การควบคุมของนางพยาบาล ในปีที่ 2 ของรุ่นของแม่ต้องเข้าไปฟังภาคทฤษฎีกับปีที่ 1 ของรุ่นต่อไปอีกที การเรียนซ้ำโดยนั่งฟังเฉยๆ ท้ายชั้นแม่เห็นว่าน่าเบื่อ จึงเอาลูกโป่งไปปาเล่น แต่ครั้งหนึ่งลูกโป่งแตกในกลางชั้นเรียน การเรียนของแม่เป็นไปด้วยดี เพราะแม่เขียนและอ่านได้อย่างดี และงานปฏิบัติก็ทำได้อย่างคล่องแคล่ว แต่แม่ก็ยังเด็กมากและชอบเล่น ชอบวิ่งอยู่ ครั้งหนึ่งเมื่อต้องไปช่วยในการคลอดลูก คนต้องไปตามตัวลงมาจากต้นมะม่วง อีกครั้งหนึ่งถึงเวรที่จะเข้าไปพยาบาลคนไข้ เมื่อคนไข้คนนั้นเห็นหน้าอันเด็กเหลือเกินของผู้ที่จะมาพยาบาลก็อดที่จะร้องไห้ไม่ได้

(แม่เล่าให้ฟัง, 2549 : 26)

จากข้อความข้างต้น จะพบได้ว่าสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ทรงสร้างความบันเทิงให้กับผู้อ่าน โดยแทรกเรื่องราวที่บุคคลทั่วไปไม่เคยได้ยินเรื่องเกี่ยวกับสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีที่ทรงเป็นบุคคลที่ชอบความสนุกสนานและซุกซนสมัยวัยเยาว์

 

ตัวอย่างที่ 2

แม่ได้จัดให้บรรทมห้องเล็กๆ ซึ่งอยู่ติดกับห้องทรงพระอักษร และอยู่สุดตำหนักเพื่อที่จะได้ไม่มีเสียงเด็กๆ รบกวน ข้าพเจ้าจำได้ว่าวันหนึ่งเห็นเสด็จออกจากห้องสรงซึ่งไม่ได้อยู่ติดกับห้องบรรทม แม่ก็มาไล่ให้ทรงรีบเสด็จกลับไปห้องบรรทมเสีย ทรงรีบจนพระสนับเพลาจีน (กางเกงจีน) เกือบหลุด เวลานั้นข้าพเจ้าเห็นว่าตลกมากที่ที่แม่ดุทูลหม่อมพ่อเหมือนเด็กๆ

(แม่เล่าให้ฟัง, 2549 : 175)

จากข้อความข้างต้น จะเห็นได้ว่าสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ทรงสร้างความบันเทิงให้แก่ผู้อ่าน โดยแทรกเรื่องราวขำขันที่เกิดขึ้นระหว่างสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีกับสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรมพระบรมราชชนก

 

          ตัวอย่างที่ 3

มีเหตุการณ์เกิดขึ้นที่นั่นที่ข้าพเจ้าจำได้แม่นยำ วันหนึ่งท่านชายอานันทฯ ซึ่งเวลานั้นชันษายังไม่เต็ม 2 ขวบ นั่งเล่นอยู่ในน้ำ จะมีคลื่นที่แรงหน่อยซัดมาหรืออย่างไรไม่ทราบ น้องหงายหลังลงไปในทะเล แม่และแหนนรีบวิ่งไปช่วยกันโดยไม่ได้คำนึงถึงถุงเท้ารองเท้าที่ใส่อยู่ ข้าพเจ้าจำความรู้สึกของข้าพเจ้าในเวลานั้นได้เป็นอย่างดี การที่เห็นทั้งแม่ทั้งแหนนวิ่งลงน้ำโดยไม่ถอดถุงเท้ารองเท้าเป็นสิ่งแปลก และน่าขันจนข้าพเจ้าไม่ได้กลัวหรือเป็นห่วงว่าอาจเกิดอันตรายขึ้นกับน้องได้

(เจ้านายเล็กๆ –ยุวกษัตริย์, 2549 : 48)

จากข้อความข้างต้น จะเห็นได้ว่าสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ทรงสร้างความบันเทิงให้แก่ผู้อ่าน โดยแทรกเรื่องราวขำขันซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี แหนน หรือคุณเนื่อง จินตดุล พระพี่เลี้ยง และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นสร้างความขบขันให้แก่พระองค์ในวัยเยาว์

 

ตัวอย่างที่ 4

แต่ส่วนมากและอย่างยิ่งเมื่อโตขึ้นแล้ว แม่จะใช้วิธีอธิบายสิ่งที่ควรไม่ควร สิ่งที่ดีไม่ดีโดยพูดจากันด้วยเหตุด้วยผล ครั้งหนึ่ง พระองค์ชายมาถามอะไรแม่ที่น่าจะหาคำตอบได้เอง แม่จึงบอกว่า ควรใช้สมองคิดเสียบ้าง เดี๋ยวสมองจะเป็นสนิมเสีย วันหนึ่งขณะที่อยู่หัวหิน มีเจ้านายเสด็จมาเยี่ยม หม่อมเจ้าหญิงองค์หนึ่งรับสั่งถามอะไรที่ง่ายๆ เพราะทรงเห็นว่าเป็นเด็ก พระองค์ก็ตอบว่า “คิดเอาเองซิ เดี๋ยวสมองจะเป็นสนิมเสีย”

(เจ้านายเล็กๆ –ยุวกษัตริย์, 2549 : 89)

จากข้อความข้างต้น จะเห็นได้ว่าสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ทรงสร้างความบันเทิงให้กับผู้อ่าน โดยแทรกเรื่องราวขำขันซึ่งเป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นระหว่างสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีกับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล

  1. คุณค่าด้านพระทรรศนะ

พระนิพนธ์สารคดีชีวประวัติสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ นอกจากจะให้สาระด้านการให้แง่คิด ด้านการให้ความรู้ ด้านความบันเทิงแล้ว พระองค์ยังทรงสอดแทรกพระทรรศนะเกี่ยวกับเรื่องราวที่ทรงพระนิพนธ์อีกด้วย พระทรรศนะเหล่านั้นสะท้อนให้เห็นถึงการมองโลกของพระองค์ได้เป็นอย่างดี จากการศึกษาพบคุณค่าด้านพระทรรศนะดังตัวอย่างต่อไปนี้

ตัวอย่างที่ 1

ถึงแม้ว่าทรงมีพระชนม์มาตลอด 5 แผ่นดิน และต้องปรับพระองค์มาเรื่อยๆ ให้เข้ากับสถานการณ์ เสด็จฯ ยังทรงเป็นเจ้านายโบราณชั้นสูงของรัชกาลที่ 5 ทรงมีคุณธรรมหลายประการซึ่งในปัจจุบันจะหาได้ยากในคนๆ เดียวกัน เช่น

– ทรงมีความกตัญญูกตเวทีต่อ “ทูลกระหม่อม” (พระชนก พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว) ดังพระราชโอรสธิดาในพระพุทธเจ้าหลวงทรงรักและบูชาพระชนกอย่างล้นพ้นทุกพระองค์

– ถึงแม้ว่าในระยะหลังทรงหลงลืมไปบ้างแล้ว ยังทรงมีความห่วงใยในสมเด็จฯ ที่ทรงถือว่าเป็น “สมเด็จแม่” ทรงนึกว่าสมเด็จฯ ประทับอยู่ในห้องข้างๆ รับสั่งกับข้าหลวงให้เงียบๆ เพราะมิฉะนั้นจะทำให้สมเด็จฯ ตื่นบรรทม

– ทรงรักษาพระเกียรติยศไว้เสมอ แต่ก็เจียมพระองค์ เช่น ในการที่ไม่ทรงยอมให้พิมพ์ “บันทึกเทศน์สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์” ก่อนที่จะสิ้นพระชนม์ไปแล้ว

– ทรงโอบอ้อมอารี ไม่ทรงเอารัดเอาเปรียบใคร รับสั่งอะไรแล้ว พระวาจาเป็นที่เชื่อถือได้ ครั้งหนึ่งผู้ที่ได้รับบางสิ่งบางอย่างเป็นมรดกซึ่งบางคนอาจนึกว่าควรเป็นของสมเด็จฯ ไม่ทรงยอมลงพระนาม รับสั่งว่า รับรองด้วยวาจาก็พอแล้ว

(พระราชธิดาในรัชกาลที่ 5, 2524 : 198)

พระองค์ทรงแสดงพระทรรศนะเกี่ยวกับพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวาปีบุษบากรไว้ว่า พระองค์ทรงเป็นบุคคลที่มีคุณธรรมหลายอย่างเป็นที่น่ายกย่อง ทรงมีความกตัญญูกตเวที ทรงรักษาพระเกียรติยศไว้เสมอแต่ก็ทรงเจียมพระองค์ ทรงมีคามโอบอ้อมอารีไม่ทรงเอารัดเอาเปรียบใคร ซึ่งสิ่งเหล่านี้หาได้ยากในคนๆ เดียว

 

ตัวอย่างที่ 2

ท่านได้เห็นผลงานต่างๆ หลายชนิด ซึ่งจะบอกว่างามหรือไม่งามก็แล้วแต่ความคิดเห็นและรสนิยมของแต่ละคน แต่ปัญหาไม่ได้อยู่ที่นั่น สิ่งที่ข้าพเจ้าประสงค์จะให้ท่านเห็น คือ วิธีหนึ่งระหว่างหลายร้อยหลายพันวิธีที่จะกำจัดความเบื่อ ความเหงา วิธีนี้คือการสร้างความงามเฉพาะตัว ความพอใจส่วนตัวในวัยเด็กจนถึงวัยชราโดยไม่ต้องมีพรสวรรค์ โดยไม่ต้องใช้จ่ายมากนักเหมือนงานอดิเรกบางชนิด เช่น การ “เล่น” ของเก่า นาฬิกา รถยนต์ โดยไม่ลำบากหรือสร้างความลำบากให้ผู้อื่น แต่สิ่งที่ขาดไม่ได้คือ ความรักสิ่งที่ทำ รสนิยม และความอดทน

(เวลาเป็นของมีค่า, 2538 : 200)

พระองค์ทรงแสดงพระทรรศนะเกี่ยวกับเรื่องที่พระองค์ทรงพระนิพนธ์ ให้ผู้อ่านได้รับรู้ว่าสิ่งที่พระองค์ทรงนำมาเล่านั้นทรงมีจุดมุ่งหมายเพื่อให้ผู้อ่านได้เห็นวิธีต่างๆ ในการสร้างงานอดิเรกโดยที่ไม่ต้องสิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายมากมาย และไม่ต้องสร้างความลำบากให้ผู้อื่นด้วย แต่สิ่งสำคัญคือความรักในสิ่งที่จะทำ รสนิยมและความอดทน

จากการศึกษาพระทรรศนะในพระนิพนธ์ของสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ พระองค์ทรงแสดงพระทรรศนะและมองโลกได้อย่างน่าสนใจ ทรงมีพระทรรศนะเชิงบวกเกี่ยวกับการใช้ชีวิตและการมองโลกในแง่ดี

จากการศึกษาคุณค่าด้านเนื้อหาในสารคดีชีวประวัติของสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ พบว่าสารคดีชีวประวัตินั้นมีคุณค่าด้านต่างๆ ได้แก่ คุณค่าด้านการให้แง่คิด คุณค่าด้านการให้ความรู้ คุณค่าด้านความบันเทิง และคุณค่าด้านพระทรรศนะจากการศึกษาด้านคุณค่าของสารคดีชีวประวัติทำให้ทราบได้ว่างานเขียนสารคดีชีวประวัตินั้นไม่เพียงแต่ให้ความรู้เกี่ยวกับประวัติบุคคลเท่านั้น ยังให้ความรู้ด้านอื่นๆ อีกด้วย