พระประวัติสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์

พระประวัติสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์

ศาสตราจารย์ (พิเศษ) พลเอกหญิง พลเรือเอกหญิง พลอากาศเอกหญิง สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอเจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ (ประสูติวันที่ 6 พฤษภาคม พุทธศักราช 2466  ณ กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ สิ้นพระชนม์เมื่อวันที่ 2 มกราคม พุทธศักราช 2551 โรงพยาบาล

ศิริราช กรุงเทพมหานคร เป็นพระธิดาพระองค์ใหญ่ในสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก (สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ามหิดลอดุลยเดช กรมขุนสงขลานครินทร์ พระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า) และสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี (หม่อมสังวาลย์ มหิดล ณ อยุธยา) และเป็นสมเด็จพระเชษฐภคินีในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดลกับพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชโดย พระชนมายุพระองค์จึงนับเป็นพระกุลเชษฐ์ในพระบรมราชจักรีวงศ์ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ได้ทรงบำเพ็ญพระกรณียกิจมากมายแก่ประเทศชาติ เพื่อแบ่งเบาพระราชภาระของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี มีโครงการในพระอุปถัมภ์หลายร้อยโครงการ ทั้งด้านการศึกษา การสังคมสงเคราะห์  การแพทย์และการสาธารณสุข การต่างประเทศ การศาสนา และอื่น ๆ กับทั้งยังมีพระปรีชาสามารถด้านการเขียน ด้านการกีฬา และด้านการถ่ายภาพ พระองค์มีพระอาการผิดปกติเกี่ยวกับพระนาภี และได้เข้าประทับรักษาพระอาการประชวร ณ อาคารเฉลิมพระเกียรติ โรงพยาบาลศิริราช จนกระทั่งวันพุธที่ 2 มกราคม พุทธศักราช 2551 พระอาการประชวรได้ทรุดลงตามลำดับ และสิ้นพระชนม์เมื่อเวลา 02.54 นาฬิกา สิริพระชนมายุ 84 พรรษา

พระประสูติกาล

สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้ามหิดลอดุลยเดช กรมขุนสงขลานครินทร์, หม่อมเจ้าหญิงกัลยาณิวัฒนา มหิดล และหม่อมสังวาลย์ มหิดล ณ อยุธยา (พระยศในขณะนั้น) สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอเจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ประสูติเมื่อวันอาทิตย์ที่ 6 พฤษภาคม พุทธศักราช 2466 ณ กรุงลอนดอน

สหราชอาณาจักร เป็นพระธิดาพระองค์แรกในสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนกและสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี พระนามแรกประสูติตามที่โรงพยาบาลตั้งถวายคือ เมย์ ซึ่งเป็นเดือนที่พระองค์ประสูติ ต่อมาเมื่อความทราบฝ่าละอองธุลีพระบาทพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระนามว่า หม่อมเจ้าหญิงกัลยาณิวัฒนา มหิดล (คำว่า “วัฒนา” ใน

พระนาม ทรงตั้งตามพระนามาภิไธยของสมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า (สมเด็จพระนางเจ้าสว่างวัฒนา พระบรมราชเทวี) หลังจากนั้น พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สถาปนาขึ้นเป็น พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้ากัลยาณิวัฒนา สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ทรงออกพระนามเรียกสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ เป็นการลำลองว่า “บี๋”

 

 

ขณะทรงพระเยาว์

หลังจากประสูติได้ไม่นาน สมเด็จพระบรมราชชนก ทรงย้ายจากลอนดอนไปประทับที่เมืองเซาท์บอนซึ่งอยู่ทางตะวันออกของอังกฤษ จากนั้นเสด็จไปยังเมืองบอสคัม อยู่ติดชายฝั่งด้านทิศใต้ของอังกฤษ ต่อมาเมื่อ

พระชันษาได้ 6 เดือน สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ จึงตามเสด็จฯ สมเด็จพระบรมราชชนกและสมเด็จพระบรมราชชนนีกลับประเทศไทย เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม พุทธศักราช 2468 สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ได้ตามเสด็จฯ สมเด็จพระบรมราชชนกและสมเด็จพระบรมราชนนีไปประทับที่ประเทศเยอรมนี ช่วงเวลานั้นเองที่พระบาท

สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล ได้ประสูติ ณ เมืองไฮเดลเบิร์ก สมเด็จพระบรมราชชนก เสด็จกลับประเทศอีกครั้งเมื่อ พุทธศักราช 2469 เพื่อร่วมงานพระราชพิธีพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว และประทับอยู่ร่วมในงานพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ช่วงเวลานั้น

ดร.ฟรานซิส บี แซร์ ชาวอเมริกันผู้เป็นอดีตที่ปรึกษากระทรวงการต่างประเทศ เล่าถวายสมเด็จพระบรม

ราชชนก ว่าที่เมืองโลซาน ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ มีสถานที่รับเลี้ยงเด็กชื่อ ชองโซเลย (Champ Soleil) มีเจ้าของเป็นแพทย์ ดูแลเด็กอย่างถูกหลักอนามัย สมเด็จพระบรมราชชนนีจึงนำพระธิดาและพระโอรสไปฝากให้อยู่ในสถานรับเลี้ยงเด็กเป็นเวลาหลายเดือน ทำให้ทรงเริ่มรับสั่งภาษาฝรั่งเศสได้

 

การศึกษา

สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และ

สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ปลายปีพุทธศักราช 2469

 

สมเด็จพระบรมราชชนกเสด็จพร้อมด้วยครอบครัวมหิดลไปยังนครบอสตัน รัฐแมสซาชูเซตส์ ประเทศสหรัฐอเมริกา เนื่องจากสมเด็จพระบรมราชชนกทรงศึกษาวิชาการแพทย์ ณ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ในขณะที่สมเด็จพระบรมราชชนนีทรงศึกษาด้านจิตวิทยา การทำอาหารและโภชนาการที่วิทยาลัยซิมมอนส์ ด้านสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ ทรงเข้าศึกษาในระดับอนุบาลที่โรงเรียนพาร์ก (Park School) หลังจากสมเด็จพระบรม

ราชชนกทรงสำเร็จการศึกษาแพทยศาสตร์แล้ว พุทธศักราช 2471 ทรงนำครอบครัวกลับประเทศไทย และสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ ก็ทรงเข้ารับการศึกษาในระดับประถมศึกษาที่โรงเรียนราชินี ภายหลังสมเด็จพระบรมราชชนกเสด็จสวรรคตในปี พุทธศักราช 2472 สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ ยังประทับอยู่ในกรุงเทพฯ จนกระทั่งเกิดเหตุการณ์การเปลี่ยนแปลงการปกครองใน พุทธศักราช 2475 สมเด็จพระราชชนนีได้ขอพระราชทาน

พระบรมราชานุญาตจากพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ในการที่จะทรงนำพระโอรสและพระธิดาไปประทับที่เมืองโลซาน รัฐโว ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ทรงเข้าศึกษาที่ชองโซเลยอีกครั้งเป็นเวลา 2 เดือน เพื่อเรียนภาษาฝรั่งเศสเพิ่มเติม ต่อมาสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ ทรงย้ายมาเรียนที่โรงเรียนเมียร์มองต์(Miremont)

จนจบระดับประถมศึกษา หลังจากนั้นสมเด็จพระราชชนนีได้ย้ายไปประทับที่เมืองปุยยี ซึ่งอยู่ติดกับโลซาน โดยพระราชทานนามสถานที่ประทับว่า “วิลล่าวัฒนา“ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ ทรงศึกษาต่อในระดับมัธยมศึกษาที่โรงเรียนสตรีชื่อ École Supérieure de Jeunes Filles de la Ville de Lausanne ณ ที่นั้น พระองค์ได้ทรงศึกษาภาษาเยอรมันและภาษาละตินด้วย ต่อมาทรงย้ายมาเรียนที่ International School of Geneva ณ กรุงเจนีวา ทรงสอบผ่านชั้นสูงสุดของระดับมัธยมศึกษาเป็นที่ 1 ของโรงเรียน และที่ 3 ของประเทศสวิตเซอร์แลนด์ หลังจากนั้น พระองค์ทรงเข้าศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาในสาขาวิชาเคมีที่คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัย

โลซาน ในระหว่างนั้น พระองค์ก็ทรงศึกษาหลักสูตรของสังคมศาสตร์ Diplôme de Sciences Sociales Pédagogiques อันประกอบด้วยวิชาต่าง ๆ ในสาขาวิชาการศึกษา วรรณคดี ปรัชญา และจิตวิทยาด้วย เมื่อทรงสำเร็จการศึกษาวิทยาศาสตร์สาขาเคมีซึ่งพระองค์ทรงได้รับ Diplôme de Chimiste A พระองค์ก็ยังทรงศึกษาวิชาวรรณคดีและปรัชญาต่อไปอีกด้วยความสนพระหฤทัยสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ

 

สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ ทรงฉายพร้อมท่านผู้หญิงทัศนาวลัย ศรสงคราม พระธิดา และ

ร้อยเอกจิทัศ ศรสงคราม พระนัดดา

 

เมื่อวันที่ 2 มีนาคม พุทธศักราช 2477 พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงสละราชสมบัติ คณะรัฐมนตรีโดยความเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎรจึงได้อัญเชิญเสด็จพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอานันมหิดลขึ้นทรงราชย์สืบพระราชสันตติวงศ์พระนามว่า สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้ากัลยาณิวัฒนา ในฐานะที่เป็นพระราชโสทรเชษฐภคินีในสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว คณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ในพระปรมาภิไธยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล จึงประกาศเฉลิมพระเกียรติยศขึ้นเป็น สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม พุทธศักราช 2478

ทรงอภิเษกสมรส

 

สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ ทรงฉายภาพร่วมกับพันเอกอร่าม และพระธิดา

 

ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา ทรงลาออกจากฐานันดรศักดิ์แห่งพระราชวงศ์ ตามกฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการเสกสมรสแห่งเจ้านายในพระราชวงศ์ เพื่อสมรสกับพันเอกอร่าม รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ เมื่อพุทธศักราช 2487 พระองค์มีพระธิดาเพียงคนเดียว คือ ท่านผู้หญิงทัศนาวลัย ศรสงคราม (สกุลเดิม รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ ; สมรสกับสินธู ศรสงคราม มีบุตรชาย คือ พันตรีจิทัศ ศรสงคราม) เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชเสด็จขึ้นครองราชย์ ด้วยทรงพระราชอนุสรณ์คำนึงถึงว่า พระพี่นางกัลยาณิวัฒนา เป็นพระโสทรเชษฐภคินีอันสนิทและทรงมีอุปการคุณแด่พระองค์ ดังนั้น จึงมีพระราชโองการดำรัสสั่ง ให้สถาปนาพระพี่นางกัลยาณิวัฒนา กลับทรงดำรงพระอิสริยศักดิ์แห่งพระราชวงศ์ตามเดิมทุกประการ ต่อมา เมื่อปี พุทธศักราช 2512 สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ ทรงเสกสมรสอีกครั้งกับพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวรานนท์ธวัช (พระโอรสในสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าจุฑาธุชธราดิลก กรมขุนเพ็ชรบูรณ์อินทราชัยและหม่อมระวี ไกยานนท์) ทรงกรม ในวโรกาสสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนาทรงเจริญพระชนมายุครบ 6 รอบ ในวันที่ 6 พฤษภาคมพุทธศักราช 2538 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมีพระราชดำริว่า สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา เป็นพระโสทรเชษฐภคินีของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวถึง 2 พระองค์ ด้วยทรงรับราชการสนองพระเดชพระคุณพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เป็นคุณประโยชน์แก่ประเทศชาติอย่างอเนกอนันต์มาโดยลำดับ รวมทั้งทรงเป็นที่รักเทิดทูนของปวงชนชาวไทยทั่วไป จึงมีพระบรมราชโองการสถาปนาสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา เป็นเจ้าฟ้าต่างกรมฝ่ายใน มีพระนามตามจารึกในพระสุพรรณบัฎว่า สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอเจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ซึ่งนับเป็นเจ้าฟ้าต่างกรมฝ่ายในที่ได้รับการสถาปนาเป็นพระองค์แรกในรัชกาล โดยมีการพระราชพิธีสถาปนาพระอิสริยศักดิ์และบำเพ็ญพระราชกุศลฉลองพระชนมายุ 6 รอบ ณ พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย ภายในพระบรมมหาราชวัง พระนามกรม “กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์” นั้น เป็นพระนามตามนามเมืองในภาคใต้ สืบเนื่องมาจากการที่พระราชโอรสและพระราชธิดาที่พระราชสมภพแต่สมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า ล้วนได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนาพระอิสริยศักดิ์ทรงกรมตามนามเมืองทางภาคใต้ทั้งสิ้น ทั้งนี้พระองค์ยังทรงกล่าวเกี่ยวกับการทรงกรมนี้ไว้ตอนหนึ่งความว่า “ชอบมาก เป็นกรมหลวงกำลังเหมาะดี ไม่เกิดสูงไปกว่าพ่อ แล้วนราธิวาสก็เหมาะดี เป็นจังหวัดที่ไม่อยู่สูงไปกว่าจังหวัดสงขลา แล้วนครินทร์ก็เหมาะอีก เพราะเป็นชื่อที่พ่อและแม่มีอยู่ในชื่อของฉัน”

 

สิ้นพระชนม์

พระเมรุ ในพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์

 

เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน พุทธศักราช 2550 สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ มีพระอาการผิดปกติเกี่ยวกับพระนาภี (ท้อง) และได้เข้าประทับรักษาพระอาการประชวร ณ อาคารเฉลิมพระเกียรติ โรงพยาบาลศิริราช คณะแพทย์ได้ถวายการตรวจพระวรกายและเอกซ์เรย์คอมพิวเตอร์ ตรวจพบมะเร็งซึ่งเป็นชนิดเดียวกับที่พระถันที่ทรงเคยได้รับการถวายตรวจรักษาเมื่อ 10 ปีก่อน โดยช่วงเวลาหลังการถวายรักษาครั้งก่อนนั้น ทรงมีสุขภาพดี และในการถวายตรวจติดตามพระสุขภาพจึงได้ตรวจพบมะเร็งเกิดขึ้นใหม่เมื่อ 2 ปีก่อน นอกจากนี้ คณะแพทย์ได้ถวายตรวจพระสมองด้วยเอกซ์เรย์คอมพิวเตอร์ พบว่า มีเนื้อสมองด้านซ้ายตายเป็นวงกว้าง จากเส้นเลือดสมองอุดตัน คณะแพทย์ได้ถวายการรักษาพระอาการอย่างใกล้ชิดจนสุดความสามารถ สำนักพระราชวังได้ออกแถลงการณ์สำนักพระราชวัง เรื่อง สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอเจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ทรงพระประชวร ต่อเนื่องเรื่อยมา จากแถลงการณ์ ฉบับที่ 1 เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 25 ตุลาคม พุทธศักราช 2550 ถึงฉบับที่ 38 เป็นฉบับสุดท้าย เมื่อวันอังคารที่ 1 มกราคม พุทธศักราช 2551 จนกระทั่งเมื่อวันพุธที่ 2 มกราคม พุทธศักราช 2551 พระอาการประชวรได้ทรุดลงตามลำดับ และสิ้นพระชนม์เมื่อเวลา 02.54 น. รวมพระชนมายุ 84 พรรษา หลังจากนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้สำนักพระราชวังจัดการพระศพถวายพระเกียรติยศสูงสุดตามราชประเพณี มีพระราชพิธีถวายสรงน้ำพระศพ ณ พระที่นั่งพิมานรัตยา แล้วทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เจ้าพนักงานเชิญพระศพลงสู่หีบ ประดิษฐานหลังพระแท่นแว่นฟ้าทอง ประกอบพระโกศทองใหญ่ ภายใต้เบญจปฎลเศวตฉัตร (เศวตฉัตร 5 ชั้น) ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ภายในพระบรมมหาราชวัง ต่อมาในพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลทักษิณานุประทาน 7 วันถวายพระศพนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศสถาปนาพระเกียรติยศสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ โดยให้เจ้าพนักงานจัดสัปตปฎลเศวตฉัตร (เศวตฉัตร 7 ชั้น) กางกั้น

พระโกศพระราชทาน รัฐบาลไทยได้มีประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีให้สถานที่ราชการ รัฐวิสาหกิจ และสถานศึกษาทุกแห่งลดธงครึ่งเสาเป็นเวลา 15 วัน และให้ข้าราชการและพนักงานรัฐวิสาหกิจไว้ทุกข์ มีกำหนด 15 วัน ตั้งแต่วันที่ 2 มกราคม พุทธศักราช 2551 เป็นต้นไป เพื่อเป็นการถวายความอาลัยในการสิ้นพระชนม์ของพระองค์ สำหรับการพระราชทานเพลิงพระศพ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ รัฐบาลกำหนดวันพระราชพิธีระหว่างวันที่ 14-19 พฤศจิกายน พุทธศักราช 2551

 

ที่ประทับ

พระตำหนักวิลล่าวัฒนา ประดับผ้าดำ-ขาว เพื่อเป็นการไว้ทุกข์

 

วังสระปทุม เป็นที่ประทับของสามพี่น้องแห่งราชกุลมหิดลในช่วงทรงพระเยาว์ โดยสมเด็จพระศรี

สวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า ได้พระราชทานพระตำหนักใหญ่ของวังสระปทุมเป็นที่ประทับ โดยมีพระพี่เลี้ยงเนื่อง จินตดุล เป็นผู้ถวายการอภิบาล ตั้งแต่ปี พุทธศักราช 2523 พระองค์ทรงย้ายมาประทับที่พระตำหนักเลอดิส ตั้งอยู่ที่ซอยสุขุมวิท 43 ถนนสุขุมวิท โดยมีพระตำหนักวิลล่าวัฒนา ตั้งอยู่ที่ซอยสุขุมวิท 47 ซึ่งตั้งอยู่ในอาณาบริเวณเดียวกันกับพระตำหนักเลอดิส สร้างแล้วเสร็จเมื่อประมาณปี พุทธศักราช 2540 ใช้เป็นที่ทรงงานหรือเป็นที่รับแขกของพระองค์ และเมื่อสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชครินทร์ สิ้นพระชนม์ลง ท่านผู้หญิงทัศนาวลัย ศรสงคราม พระธิดา พร้อมครอบครัว ได้ย้ายเข้ามาอาศัย ณ พระตำหนักเลอดิส และพระตำหนักวิลล่าวัฒนา

 

พระอัจฉริยภาพ

 พระอัจฉริยภาพด้านพระนิพนธ์

สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ มีพระปรีชาสามารถด้านการเขียน ได้ทรงริเริ่มออกวารสาร “รื่นรมย์” โดยได้ชักชวนให้พระสหายในวังสระปทุมเขียนเรื่องตั้งแต่พระชนมายุประมาณ 9 ชันษา ทรงทำหน้าที่บรรณาธิการและทรงเขียนบทความลงวารสารด้วย สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ทรงสนับสนุนให้สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ ทรงอ่านนิทานภาษาอังกฤษและเรียบเรียงเรื่อง “นิทานสำหรับเด็ก” ซึ่งต่อมาได้จัดพิมพ์แจกในงานวันประสูติของสมเด็จพระศรีสวรินทราบรมราชเทวี พระพันวัสสามาตุจฉาเจ้า วันที่ 10 กันยายน พุทธศักราช 2475

พระนิพนธ์ที่มีชื่อเสียง เช่น เวลาเป็นของมีค่า แม่เล่าให้ฟัง เจ้านายเล็ก ๆ ยุวกษัตริย์ จุฬาลงกรณ์ราชสันตติวงศ์ มหามงกุฎราชสันตติวงศ์ และพระนิพนธ์สารคดีเชิงท่องเที่ยวเกี่ยวกับประเทศต่าง ๆ ที่เสด็จประพาส ได้แก่ ยูนนาน ที่ไซบีเรียหนาวไหม จีนตะวันออก ขึ้นเขา ลงทะเลสาบ เข้าวัด จีนอีสานและเสฉวน จากแดนแมนจูสู่ภูง่อไบ๊ เป็นต้น

 

พระอัจฉริยภาพด้านการกีฬา

สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ ทรงมีพลังแห่งการสร้างสรรค์ เมื่อทรงพระเยาว์ทรงสนพระทัยและทรงเล่นกีฬาหลายประเภท อาทิ เล่นสกี กรรเชียงเรือ ตกปลา ขี่จักรยาน เดินภูเขา และทรงม้าผาดโผน ส่วนแบดมินตันนั้น ได้ทรงเล่นตามอย่างสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี นอกจากทรงร่วมเล่นแล้ว ยังทรงสนับสนุนนักแบดมินตันหลายคนให้เข้าแข่งขันระดับนานาชาติ อีกทั้งยังทรงสนพระทัยเรื่องการขับรถยนต์ เครื่องยนต์กลไก และรถสามล้อ มีพระปรีชาสามารถในการขับเครื่องบินปีก 2 ชั้น และทรงขับเฮลิคอปเตอร์ได้อีกด้วย โดยทรงเรียนการบินเป็นนักบินหญิงอันดับต้น ๆ ของประเทศไทย

 

พระอัจฉริยภาพด้านการถ่ายภาพ

สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ ทรงสนพระทัยในการถ่ายภาพอย่างจริงจัง ทรงเป็นผู้ใฝ่รู้การใช้กล้องบันทึกภาพ ซึ่งมิใช่เพียงเพื่อเก็บภาพไว้ดูเล่นเท่านั้น แต่ทรงบันทึกภาพโดยมีจุดประสงค์ทั้งในแง่ศิลปะและวิชาการ ไม่ว่าจะเสด็จเยือนสถานที่ต่าง ๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ทรงบันทึกภาพที่สนพระทัยด้วยพระองค์เองเสมอ ภาพที่ทรงบันทึกไว้จะเป็นประโยชน์เมื่อทรงจัดทำพระนิพนธ์ในภายหลัง แม้แต่การบันทึกภาพด้วยวีดิทัศน์ของผู้สื่อข่าวโทรทัศน์ในการทำข่าวเสด็จเยือนสถานที่ต่าง ๆ ก็จะพระราชทานคำแนะนำแก่ผู้บันทึกภาพ เพื่อให้ได้ภาพที่สมบูรณ์และมีความหมายสอดคล้องกับคำบรรยาย

พระพุทธรูปประจำพระชนมวาร

พระพุทธรูปประจำพระชนมวารของสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอเจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ สร้างขึ้นตามวันพระประสูติ เมื่อวันอาทิตย์ที่ 6 พฤษภาคม พุทธศักราช 2466 เป็นพระพุทธรูปปางถวายเนตร ปางประจำวันอาทิตย์ ใต้ฉัตรปรุ 5 ชั้น ปัจจุบันเชิญออกในวาน
พระราชพิธีสงกรานต์ และ การพระราชกุศลทักษิณานุปทาน

 

พระเกียรติยศ

 

ธรรมเนียมพระยศของสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ

เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนากรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์

ธงประจำพระอิสริยยศ

ธงประจำพระองค์

การทูล ฝ่าละอองพระบาท
การแทนตน ข้าพระพุทธเจ้า
การขานรับ พ่ะย่ะค่ะ/เพคะ

 สกุลยศและพระอิสริยยศ

หม่อมเจ้ากัลยาณิวัฒนา มหิดล (6 พฤษภาคม พุทธศักราช 2466 – 8 พฤศจิกายน พุทธศักราช 2470)

พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้ากัลยาณิวัฒนา (8 พฤศจิกายน พุทธศักราช 2470 – 2 มีนาคม พุทธศักราช 2477)

สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา (2 มีนาคม พุทธศักราช 2477 – 11 กรกฎาคม พุทธศักราช 2487)

ท่านผู้หญิงกัลยาณิวัฒนา รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ (11 กรกฎาคม พุทธศักราช 2487 – 25 มีนาคม พุทธศักราช 2493)

สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา (25 มีนาคม พุทธศักราช 2493 – 6 พฤษภาคม พุทธศักราช 2538)

สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ (6 พฤษภาคม พุทธศักราช 2538 – 2 มกราคม พุทธศักราช 2551)

 

สถาปนาพระเกียรติยศ

 

พระราชทานพระเศวตฉัตร 7 ชั้น

สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ทรงมีสกุลยศชั้น

เจ้าฟ้า ดังนั้น จึงได้รับพระราชทานเบญจปฎลเศวตฉัตร (เศวตฉัตร 5 ชั้น) กางกั้นพระโกศ เพื่อเป็นเครื่องประกอบพระอิสริยยศ ต่อมา ในพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลทักษิณานุประทาน 7 วันพระราชทานพระศพนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมประกาศว่า โดยที่ทรงพระอนุสรณ์ถึงสมเด็จพระโสทรเชษฐภคินี ที่ทรงเคารพนับถือในฐานะที่ทรงมีอุปการคุณมาแต่หนหลัง อีกทั้งทรงพระคุณแก่บ้านเมืองเป็นอเนกปริยาย เป็นที่ประจักษ์แก่ตาแก่ใจของมหาชนทั่วไป เมื่อเสด็จสิ้นพระชนม์ เป็นเหตุให้พระองค์และประชาชนทุกชนชั้น อาลัยระลึกถึงพระคุณเป็นอันมาก ทรงพระราชดำริว่า สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอพระองค์นั้น ทรงพระเกียรติคุณเป็นที่เชิดชูแห่งพระราชวงศ์ ควรได้รับพระเกียรติยศใหญ่ยิ่ง โดยอนุโลมตามโบราณราชประเพณี จึงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศสถาปนาพระเกียรติยศสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ โดยให้เจ้าพนักงานจัดสัปตปฎลเศวตฉัตร (เศวตฉัตร 7 ชั้น) กางกั้นพระโกศ พระราชทานเพื่อเป็นเครื่องเฉลิมพระเกียรติยศสืบไป

 

เครื่องอิสริยยศราชูปโภค

สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ทรงได้รับพระราชทานเครื่องราชูปโภคสำหรับสมเด็จเจ้าฟ้า ซึ่งสร้างขึ้นมาตั้งแต่รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งมีรายการดังต่อนี้

พานพระศรี (พานใส่หมากพลู) ทองคำลงยา เครื่องพร้อม

พระสุพรรณศรี (กระโถนเล็ก) ทองคำลงยา

หีบพระศรีทองคำลงยา พร้อมพานรอง

พระคนโททองคำลงยา พร้อมพานรอง

พานเครื่องพระสำอาง พร้อมพระสางวงเดือนกับพระสางเสนียดสอดในซองเยียรบับ

และพระกรัณฑ์ทองคำลงยาสำหรับบรรจุเครื่องพระสำอาง

ราวพระภูษาซับพระพักตร์ทองคำลงยารูปพญานาค 2 ตน ขนดหางพันเกลียวเป็น

เสาราว ผินเศียรไปทางซ้ายและขวาเป็นราวพาด 2 กิ่ง พร้อมซับพระพักตร์จีบริ้วพาดบนราว 2 องค์

พระฉายกรอบทองคำลงยาทำเป็นรูปพญานาคขนดพันกันโดยรอบบานพระฉาย

ด้านบนเป็นรูปพระมหามงกุฎเปล่งรัศมี

 

เครื่องราชอิสริยาภรณ์

สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ทรงได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์จากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดลและพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพล

อดุลยเดชดังต่อไปนี้

 

  เครื่องขัตติยราชอิสริยาภรณ์อันมีเกียรติคุณรุ่งเรืองยิ่งมหาจักรีบรมราชวงศ์

 

  เครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นโบราณมงคลนพรัตนราชวราภรณ์

 

  เครื่องราชอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้า ชั้นปฐมจุลจอมเกล้า

 

  เครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นที่เชิดชูยิ่งช้างเผือก ชั้นมหาปรมาภรณ์ช้างเผือก

 

  เครื่องราชอิสริยาภรณ์อันมีเกียรติยิ่งมงกุฎไทย ชั้นมหาวชิรมงกุฎ

 

  เครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นที่สรรเสริญยิ่งดิเรกคุณาภรณ์ ชั้นปฐมดิเรกคุณาภรณ์

 

  เครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นสิริยิ่งรามกีรติ ลูกเสือสดุดีชั้นพิเศษ

 

  เหรียญพิทักษ์เสรีชน ชั้น 1

 

  เหรียญรัตนาภรณ์ รัชกาลที่ 8 ชั้นที่ 1

 

  เหรียญรัตนาภรณ์ รัชกาลที่ 9 ชั้นที่ 1

 

  เหรียญกาชาดสรรเสริญ

 

เครื่องราชอิสริยาภรณ์ต่างประเทศ

นอกจากนี้ พระองค์ยังได้รับการถวายเครื่องราชอิสริยาภรณ์และเหรียญจากประเทศต่าง ๆ อันได้แก่

เครื่องราชอิสริยาภรณ์ ชั้น Grand Officier de la Légion d’Honneur จากประเทศฝรั่งเศส ซึ่งจะมอบให้แก่บุคคลสำคัญระดับประมุขของประเทศที่ทรงคุณธรรม และมีบทบาทกระชับความสัมพันธ์ระหว่างสาธารณรัฐฝรั่งเศส และประเทศของตน

เครื่องราชอิสริยาภรณ์ ชั้น Commandeur de L’Ordre National du Merite จากประเทศฝรั่งเศส เป็นเครื่องราชอิสริยาภรณ์ระดับสูงสุดของตระกูลนี้ ซึ่งจะมอบให้แก่ผู้ได้ประกอบความดีและสร้างสรรค์ผลงานอันเป็นคุณประโยชน์อย่างยิ่งต่อสาธารณรัฐฝรั่งเศส

เครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้น Commandeur des Arts et des Lettres จากประเทศฝรั่งเศส เป็นเครื่องราชอิสริยาภรณ์ระดับสูงสุดของตระกูลนี้ ซึ่งจะมอบให้แก่ผู้มีผลงานโดดเด่นด้านศิลปะและวรรณกรรมโดยการที่ได้แสดงเกียรติคุณของตนให้เป็นที่ประจักษ์ชัดเจนในสาธารณรัฐฝรั่งเศสและทั่วโลก

เหรียญทอง วิกเตอร์ อูโก จากองค์การศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (The UNESCO Victor Hugo Gold Medal) ทรงรับเมื่อครั้งเสด็จไปงานที่องค์การศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ ซึ่งจัดขึ้นเพื่อเทิดพระเกียรติในวาระสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนกครบ 100 ปี

 

พระยศทางทหาร

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระยศทหารและแต่งตั้งนายทหารชั้นพิเศษเป็นกรณีพิเศษแก่พระองค์ เป็นลำดับมาดั งนี้

พันโท และ นายทหารพิเศษประจำกรมทหารม้าที่ 1 รักษาพระองค์ (27 มีนาคม พุทธศักราช 2527)

ราชองครักษ์พิเศษ (24 พฤษภาคม พุทธศักราช 2527)

นาวาโทหญิง นาวาอากาศโทหญิง และนายทหารพิเศษ ประจำกองนักเรียนนายเรือรักษาพระองค์

โรงเรียนนายเรือ กรมยุทธศึกษาทหารเรือ ประจำกองบังคับการ กรมทหารราบที่ 3 รักษาพระองค์ กรม

นาวิกโยธิน และประจำกองนักเรียนนายเรืออากาศรักษาพระองค์ โรงเรียนนายเรืออากาศ กรมยุทธศึกษาทหารอากาศ (3 มิถุนายน พุทธศักราช 2527)

พลตรีหญิง พลเรือตรีหญิง และ พลอากาศตรีหญิง (19 มกราคม พุทธศักราช 2532)

พลโทหญิง พลเรือโทหญิง และ พลอากาศโทหญิง (20 เมษายน พุทธศักราช 2538)

นายทหารพิเศษประจำกรมทหารราบที่ 1 มหาดเล็กรักษาพระองค์ (18 พฤศจิกายน พุทธศักราช 2538)

พลเอกหญิง พลเรือเอกหญิง พลอากาศเอกหญิง กับ นายทหารพิเศษ ประจำกรมนักเรียนนายร้อยรักษาพระองค์ โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า และประจำกองพันทหารอากาศโยธินรักษาพระองค์

(22 มิถุนายน พุทธศักราช 2540)

 

การเทิดพระเกียรติในพระนาม

 

ปูพระพี่นาง

 

ปูพระพี่นาง เป็นปูน้ำจืดชนิดใหม่ของโลก มีสีสันที่สวยงาม โดยกระดองมีสีแดงเลือดนก ขอบของกระดอง ขอบเบ้าตา และริมฝีปากเป็นสีแดงส้ม ขาเดินทั้ง 4 คู่ เป็นสีแดงเลือดนก ยกเว้นตรงปลายประมาณ 1 ใน 3 ของก้ามหนีบทั้ง 2 ข้าง เป็นสีขาว กระดองขนาดกว้างประมาณ 4.6 เซนติเมตร ถูกค้นพบเมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม พุทธศักราช 2542 โดยนายมงคล วงศ์กาฬสินธุ์ นักวาดรูปนก ณ ตำบลท่าแฉลบ อำเภอศรีสวัสดิ์จังหวัดกาญจนบุรี และได้รับการตรวจสอบสายพันธุ์โดยศาสตราจารย์ไพบูลย์ นัยเนตร ภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้ทำหนังสือกราบทูลขอพระราชทานพระอนุญาตอัญเชิญพระนามในสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ เป็นชื่อไทยของปูชนิดใหม่นี้ว่า “ปูพระพี่นาง” เพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติที่พระองค์มีพระกรุณาธิคุณแก่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเป็นอเนกอนันต์ เนื่องจากพระองค์ทรงเคยเป็นอาจารย์พิเศษสอนนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ปูพระพี่นาง มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Potamon galyaniae และมีชื่อสามัญว่า Crimson Crab โดยจะทำการพิมพ์เผยแพร่ปูที่พบใหม่นี้ในวารสารต่างประเทศชื่อ Crustaceana, International Journal of Crustacean Research

ดอกแก้วกัลยา

 

ดอกแก้วกัลยาเป็นดอกไม้ในจินตนาการ มาจากดอกไม้ 2 ชนิดตระกูลดอกแก้ว คือ ดอกแก้ว

เจ้าจอม และดอกแก้ว สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานนามดอกไม้ประดิษฐ์ซึ่งประดิษฐ์โดยคนพิการในศูนย์ส่งเสริมอาชีพและพัฒนาคนพิการ สภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ว่า “ดอกแก้วกัลยา” พร้อมทั้งพระราชทานพระอนุญาตให้ใช้เป็นดอกไม้แห่งสัญลักษณ์ของคนพิการทั่วประเทศ เพื่อเป็นสิริมงคลแก่คนพิการและองค์กรของคนพิการ มีพระดำรัสให้ฝึกอบรมอาชีพคนพิการเพื่อประดิษฐ์ดอกแก้วกัลยา รวมทั้งจัดจำหน่ายเพื่อนำรายได้ไปดำเนินงานพัฒนาและส่งเสริมอาชีพคนพิการในองค์กรคนพิการทั่วประเทศ ดอกแก้วกัลยามีลักษณะผสมผสานของระหว่างดอกของแก้วเจ้าจอมที่เป็นดอกไม้สีม่วงคราม สวยสง่าแต่อ่อนหวาน กับดอกแก้วที่เป็นดอกไม้สีขาว มีกลิ่นหอม

 

สถานที่ในพระนาม

 การแพทย์และสาธารณสุข

  1. ตึกกัลยาณิวัฒนาโรงพยาบาลอานันทมหิดล จังหวัดลพบุรี
  2. โรงพยาบาลนราธิวาสราชนครินทร์
  3. ศูนย์หัวใจนราธิวาสราชนครินทร์และอาคารแพทยศาสตรศึกษาราชนครินทร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
  4. สถาบันสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่นราชนครินทร์
  5. สถาบันกัลยาณ์ราชนครินทร์
  6. สถาบันพัฒนาการเด็กราชนครินทร์อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่
  7. โรงพยาบาลจิตเวชนครราชสีมาราชนครินทร์อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา
  8. โรงพยาบาลจิตเวชขอนแก่นราชนครินทร์อำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น
  9. โรงพยาบาลจิตเวชนครพนมราชนครินทร์อำเภอเมืองนครพนม จังหวัดนครพนม
  10. โรงพยาบาลจิตเวชสงขลาราชนครินทร์อำเภอเมืองสงขลา จังหวัดสงขลา

 

การศึกษา

  1. อาคารกรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง
  2. อาคารบรรณราชนครินทร์มหาวิทยาลัยราชภัฏทั่วประเทศ
  3. โรงเรียนกัลยาณิวัฒนา 1อำเภอนครไทย จังหวัดพิษณุโลก
  4. โรงเรียนกัลยาณิวัฒนา 2อำเภอศรีวิไล จังหวัดบึงกาฬ
  5. สถาบันวัฒนธรรมศึกษากัลยาณิวัฒนา(เดิมชื่อสถาบันวัฒนธรรมศึกษา)

มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี

  1. ห้องสมุดเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาส
    ราชนครินทร์อำเภอระแงะ จังหวัดนราธิวาส
  2. สถาบันภาษาศาสตร์และวัฒนธรรมศึกษาราชนครินทร์คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
  3. มหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์
  4. มหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์จังหวัดฉะเชิงเทรา
  5. สถาบันดนตรีกัลยาณิวัฒนา
  6. ห้องสมุดกัลยาณิวัฒนาโรงเรียนวัดราชบพิธ เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร

อื่น ๆ

  1. อำเภอกัลยาณิวัฒนาจังหวัดเชียงใหม่
  2. ถนนนราธิวาสราชนครินทร์
  3. ค่ายกรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์จังหวัดนราธิวาส
  4. เขตวัฒนา
  5. สวนสมเด็จเจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงสงขลานครินทร์ (สวนแม่-สวนลูก)จังหวัดปัตตานี
  6. ห้องประชุมสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ อาคารเฉลิมพระเกียรติ ชั้น 14 โรงพยาบาลศิริราช
  7. การฉลองพระชนมายุครบ 84 พรรษา

ตราสัญลักษณ์ทรงเจริญพระชนมายุครบ 84 พรรษา

 

วันที่ 6 พฤษภาคม พุทธศักราช 2550 สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ทรงเจริญพระชนมายุครบ 84 พรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกุรณาโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจแทนพระองค์ในพระราชพิธีบำเพ็ญพระราชกุศลฉลองพระชนมายุ 84 พรรษา สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ นอกจากนี้ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พร้อมด้วยท่านผู้หญิงทัศนาวลัย ศรสงคราม ได้จัดทำนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติขึ้นที่ห้างสรรพสินค้าสยามพารากอนโดยใช้ชื่อนิทรรศการว่า แสงหนึ่งคือรุ้งงาม มีนายกวี พูลทวีเกียรติ์ เป็นผู้ควบคุมการผลิตของนิทรรศการ จุดประสงค์ของงานนี้นั้นสืบเนื่องจากต้องการให้เยาวชนได้เห็นถึงพระกรณียกิจของพระองค์แล้วเกิดแรงบันดาลใจในการทำงานเพื่อส่วนรวม ซึ่งนับเป็นนิทรรศการเทิดพระเกียรติสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ภายใต้แนวคิด “แสงหนึ่งคือรุ้งงาม” หรือ The Spectrum ซึ่งนำเสนอเรื่องราวพระประวัติ พระกรณียกิจ

พระอัจฉริยภาพ และสะท้อนภาพลักษณ์อันโดดเด่นเป็นที่ประจักษ์ในสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ นอกจากนี้ ยังมีการประพันธ์บทเพลงขึ้นมาเนื่องในโอกาสการจัดนิทรรศการเทิดพระเกียรติครั้งนี้ด้วย ชื่อบทเพลงว่า “แสงหนึ่ง” ประพันธ์เนื้อร้องและทำนองโดยบอย โกสิยพงษ์และขับร้องโดยนภพรชำนิ

 

งาน “สถิต ณ ดวงใจ”

งาน “สถิต ณ ดวงใจ” เป็นงานเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ เพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ที่มีต่อพสกนิกรชาวไทย โดยเป็นงานนิทรรศการเกี่ยวกับพระประวัติ พระกรณียกิจ และโครงการในพระองค์ ตลอดจนพระอัจฉริยภาพ

ด้านต่าง ๆ ซึ่งเปิดให้ประชาชนเข้าชมระหว่างวันที่ 7 มกราคม – 11 เมษายน พุทธศักราช 2551 ณ ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร โดยนายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ร่วมกับคณะข้าราชการ ลูกจ้างกรุงเทพมหานคร และประชาชน ร่วมกล่าวน้อมรำลึกและถวายความอาลัยหน้าพระฉายาลักษณ์ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ นอกจากนี้ ยังมีการจัดซุ้มเพื่อให้ประชาชนร่วมลงนามถวายสักการะ และจัดพิมพ์หนังสือ ”สถิต ณ ดวงใจ” เนื่องในโอกาสเฉลิมพระเกียรติ 84 พรรษาเพื่อแจกในงานนี้ด้วย

 

เพลงเฉลิมพระเกียรติ

มูลนิธินรารัตน์วันชัยขันติภาวนาบารมี ร่วมกับ โครงการเฉลิมพระเกียรติ 84 พรรษา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ได้จัดทำซีดีเพลงเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา

กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ เนื่องในวโรกาสทรงพระเจริญพระชนมายุ 84 พรรษา ประกอบด้วยเพลงเฉลิมพระเกียรติ ทั้งบรรเลงและขับร้อง ทั้งหมด 6 เพลง ได้แก่

  1. เจ้าฟ้าสุดบูชา
  2. 84 พรรษากรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์
  3. มาร์ชเจ้าฟ้าสุดบูชา
  4. ดนตรีบรรเลงเจ้าฟ้าสุดบูชา
  5. ดนตรีบรรเลงกรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์
  6. ดนตรีบรรเลงมาร์ชเจ้าฟ้าสุดบูชา

และได้ประสานความร่วมมือกับหน่วยงานอื่นเพิ่มเติมเพลงต่อไปนี้เข้าในโครงการฯ ได้แก่

  1. แสงหนึ่ง (คือรุ้งงาม)
  2. ดนตรีบรรเลงแสงหนึ่ง (คือรุ้งงาม)
  3. แสงหนึ่ง (คือรุ้งงาม) – โดย นักเรียนทุนดนตรีคลาสสิกในพระอุปถัมภ์
  4. แสงหนึ่ง (คือรุ้งงาม) – ขับร้องโดย ศิโยน ดาวรัตนหงษ์
  5. แก้วกัลยา
  6. อาลัยสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ
  7. สมเด็จฯ เจ้าฟ้าฯ สุดบูชา (ประสานเสียง)

ส่วนเพลง “แก้วกัลยา” นั้น ประภาส ชลศรานนท์ ได้แต่งขึ้น เพื่อเทิดพระเกียรติ เนื่องในวโรกาสวันคล้ายวันประสูติ ครบ 83 พรรษา สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ โดยสภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทยร่วมกับ เวิร์คพอยท์ เอ็นเทอร์เทนเมนท์ โดยรายการคุณพระช่วย ได้จัดทำตอนพิเศษ ออกอากาศครั้งแรกเมื่อวันอังคารที่ 2 พฤษภาคม พุทธศักราช 2549 ออกอากาศซ้ำในวันที่ 8 มกราคม พุทธศักราช 2551 โดยมีการขับร้องเพลงนี้ในรายการด้วย

ในคราวประชุมคณะกรรมการอำนวยการจัดงานพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ครั้งที่ 1/2551 เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคมพุทธศักราช 2551 ซึ่งมีสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร และสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี เป็นองค์ประธานที่ปรึกษา และนายกรัฐมนตรีเป็นประธานการประชุม ได้พิจารณาเห็นสมควรกำหนดวันพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ รวม 6 วัน คือ ระหว่างวันที่ 14 – 19 พฤศจิกายน พุทธศักราช 2551

ในโอกาสนี้ เพื่อให้การดำเนินงานการจัดงานพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพฯ เป็นไปด้วยความเรียบร้อยและสมพระเกียรติ สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี จึงได้ร่วมกับบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) และธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) จัดทำเพลงที่ระลึกสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้า

กัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ เนื่องในโอกาสการจัดงานพระราชพิธี พระราชทานเพลิงพระศพฯ

ในบทเพลงที่ชื่อว่า “ส่งนางฟ้ากลับสวรรค์” ซึ่งประพันธ์คำร้องโดย นายนิติพงษ์ ห่อนาค ประพันธ์ทำนองโดย นายอภิไชย เย็นพูนสุข และขับร้องโดย ธงไชย แมคอินไตย์ สำหรับไว้ใช้เผยแพร่ก่อนช่วงพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพ ในราวปลายเดือนกันยายน – ตุลาคม 2551 ทั้งนี้ เพื่อให้พสกนิกรชาวไทยได้ร่วมกับรัฐบาลถวายพระเกียรติและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ตลอดจนถวายความอาลัยแด่สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอเจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาส
ราชนครินทร์

 

หนังสือ

 หนังสือ “แสงหนึ่งคือรุ้งงาม” เป็นหนังสือปกอ่อน 2 เล่ม จำนวน 224 หน้า และซีดีรอม 1 แผ่น บรรจุภายในกล่อง ตีพิมพ์เมื่อปี พุทธศักราช 2550 จัดทำขึ้นเนื่องในการจัดนิทรรศการ “แสงหนึ่งคือรุ้งงาม” ถือเป็นแนวคิดหลักที่อยู่เบื้องหลังการจัดนิทรรศการเทิดพระเกียรติสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลป์ยาณิวัฒนา

กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ในโอกาสทรงเจริญพระชนมายุ 84 พรรษา เมื่อ 6 พฤษภาคม 2550 เพื่อถ่ายทอดความหมายอันหลากหลายลึกซึ้ง ในฐานะเจ้านายชั้นสูงผู้มีพระกรุณาธิคุณต่อประเทศและประชาชนชาวไทยทั้งชาติมาอย่างต่อเนื่อง

 

หนังสือ “ชื่นเกล้า” เป็นหนังสือวันเด็กแห่งชาติของกระทรวงศึกษาธิการ ประจำปี พุทธศักราช 2551 ได้มุ่งเน้นเทิดพระเกียรติสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ โดยอัญเชิญพระสาทิสลักษณ์ในสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ ขณะยังทรงพระเยาว์เป็นภาพปก พร้อมเนื้อหาสารคดีเทิดพระเกียรติภายในเล่ม นำเสนอพระจริยวัตร พระอัจฉริยภาพ และพระกรุณาธิคุณที่พระราชทาน

ความช่วยเหลือปวงชนชาวไทยมาโดยตลอด อาทิ ด้านการศึกษา สังคมสงเคราะห์ การแพทย์และสาธารณสุข ด้านปรัชญาและศาสนา วรรณกรรม ศิลปวัฒนธรรม โบราณคดี และประวัติศาสตร์

หนังสือ “เฉลิมพระเกียรติ 84 พรรษา 30660” สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์” จัดทำโดยข้าราชบริพารในพระองค์ เพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติในวาระที่ พระองค์ทรงเจริญพระชนมายุ 84 พรรษา ในวันที่ 6 พฤษภาคม พุทธศักราช 2550 เป็นหนังสือรวมพระฉายาลักษณ์และพระประวัติ โดยชื่อหนังสือ “30660” มาจากจำนวน 365 วันในหนึ่งปี คูณกับพระชนมายุ 84 พรรษา ได้เท่ากับ 30660

 

เหรียญกษาปณ์และตราไปรษณียากรที่ระลึก

เหรียญกษาปณ์

กรมธนารักษ์ออกเหรียญกษาปณ์ที่ระลึกสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ในวโรกาสต่าง ๆ ดังต่อไปนี้

เหรียญกษาปณ์ที่ระลึกสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนากรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ฉลองพระชนมายุ 6 รอบ เมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม พุทธศักราช 2538 ด้านหน้าเป็นพระรูปของสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ฉลองพระองค์ชุดไทย ทรงสายสะพาย

ราชอิสริยาภรณ์อันเป็นโบราณมงคลนพรัตนราชวราภรณ์ ด้านหลังเป็นตราราชสกุลมหิดล โดยแบ่งเป็นเหรียญกษาปณ์เงินและเหรียญกษาปณ์โลหะสีขาว (ทองแดงผสมนิกเกิล) ทั้งชนิดขัดเงาและไม่ขัดเงา

เหรียญกษาปณ์ที่ระลึกสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนากรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ฉลองพระชนมายุ 80 พรรษา เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม พุทธศักราช 2546 ด้านหน้าเป็นพระรูปของสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ฉลองพระองค์ชุดไทย ทรงสายสะพาย

ราชอิสริยาภรณ์อันมีเกียรติคุณรุ่งเรืองยิ่งมหาจักรีบรมราชวงศ์ ที่พระอังสาเบื้องซ้ายประดับเหรียญรัตนาภรณ์รัชกาลที่ 8 และ 9 ด้านหลังเป็นอักษรพระนามย่อ “กว” ภายใต้จุลมงกุฎ โดยแบ่งเป็นเหรียญกษาปณ์เงิน เหรียญกษาปณ์โลหะสีขาว (ทองแดงผสมนิกเกิล) ทั้งชนิดขัดเงาและไม่ขัดเงา และเหรียญกษาปณ์โลหะสองสี

(สีขาวและสีทอง)

เหรียญกษาปณ์ที่ระลึกสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนากรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ฉลองพระชนมายุ 84 พรรษา เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม พุทธศักราช 2550 ด้านหน้าเป็นพระรูปของสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ฉลองพระองค์ชุดไทย ทรงสายสะพาย

ราชอิสริยาภรณ์อันเป็นโบราณมงคลนพรัตนราชวราภรณ์ ที่พระอังสาเบื้องซ้ายประดับเหรียญรัตนาภรณ์รัชกาลที่ 8 และ 9 ด้านหลังเป็นอักษรพระนามย่อ “กว” ภายใต้จุลมงกุฎ โดยแบ่งเป็นเหรียญกษาปณ์เงิน และเหรียญกษาปณ์โลหะสีขาว (ทองแดงผสมนิกเกิล) ทั้งชนิดขัดเงาและไม่ขัดเงา

เหรียญกษาปณ์ที่ระลึกงาน พระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอเจ้าฟ้า

กัลยาณิวัฒนากรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ โดยคาดว่าจะมีรูปแบบเช่นเดียวกับเหรียญที่ระลึกงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี และงานพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินีในรัชกาลที่ 7

เหรียญที่ระลึก 6 รอบ

เหรียญที่ระลึก 80 พรรษา

เหรียญที่ระลึก 84 พรรษา

 

ตราไปรษณียากร ไปรษณียบัตร

การสื่อสารแห่งประเทศไทย (ไปรษณีย์ไทย) ในปัจจุบัน ออกตราไปรษณียากรที่ระลึกสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ในวโรกาสต่าง ๆ ดังต่อไปนี้

ตราไปรษณียากรที่ระลึก 80 พรรษา สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอเจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ เพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติเนื่องในวโรกาสที่ทรงเจริญพระชนมายุครบ 80 พรรษา วันแรกจำหน่าย 6 พฤษภาคม พุทธศักราช 2546 – เป็นภาพพระสาทิสลักษณ์ ทรงประทับยืน ฉลองพระองค์เครื่องขัตติยราชอิสริยาภรณ์ อันมีเกียรติคุณรุ่งเรืองยิ่ง มหาจักรีบรมราชวงศ์

ตราไปรษณียากรที่ระลึก 84 พรรษา สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอเจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ เพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติเนื่องในวโรกาสที่ทรงเจริญพระชนมายุครบ 84 พรรษา วันแรกจำหน่าย 6 พฤษภาคม พุทธศักราช 2550 – เป็นภาพพระสาทิสลักษณ์

ตราไปรษณียากรที่ระลึก พระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอเจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ วันแรกจำหน่าย 11 พฤศจิกายน พุทธศักราช 2551 – เป็นภาพพระสาทิสลักษณ์ 4 ช่วงพระชนมายุ ตั้งแต่พระองค์ทรงพระเยาว์ จนถึงปัจจุบันนอกจากนี้บริษัท ไปรษณีย์ไทยร่วมกับองค์กรภาครัฐและเอกชน ประกอบด้วย ชมรมแผ่นดินสยาม บริษัท ปตท.จำกัด และบริษัท ไทยออลล์ จำกัด น้อมเกล้าฯ เฉลิมพระเกียรติ จัดทำแสตมป์ที่ระลึก และไปรษณียบัตรถวายอาลัย (ส่งโดยไม่ต้องติดแสตมป์) พร้อมสายรัดข้อมือ มี 2 แบบ แบบแรกเป็นสายรัดข้อมือสีขาว และสายรัดข้อมือสีฟ้า (พร้อมทั้งไปรษณียบัตรถวายอาลัย) เพื่อเป็นสัญลักษณ์ถึงความอาลัยของประชาชนชาวไทยทั่วทั้งประเทศที่มีต่อสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯและเป็นการสมทบทุนเพื่อร่วมสนับสนุนการแพทย์เพื่อประชาชนในถิ่นทุรกันดารตามพระปณิธาน อีกทั้งเพื่อสมทบทุนร่วมสนับสนุนการศึกษาแก่ประชาชนผู้มีรายได้น้อยในชนบท

 

สุนัขและสัตว์ทรงเลี้ยง

สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ ทรงมีความผูกพันกับสัตว์เลี้ยงตั้งแต่ทรงพระเยาว์ ที่วังเลอดิสมีสัตว์ทรงเลี้ยงต่าง ๆ เช่น สุนัข เต่า แมว โดยเฉพาะสุนัขทรงเลี้ยงนั้นทรงมีสุนัขหลายพันธุ์ รวมทั้งสิ้น 28 ตัว ได้แก่ เค็ดซัล, ตอลเต็ก, สามพี่น้องตูลูส, อัลบี้, ลียอง, คีรีบูน, หลง, ภาพัน, ต้นคูน, ตระกูลชิทสุ ได้แก่ เจน, ไดมอนด์, มังกร, เท็น/อีเลเว้น, ดาว, แพนด้า, คู่รัก ซิกแซ็ก-เกาลัด กับลูกทั้งสี่ ได้แก่ เฮเซลนัท, เซสท์นัท, พีนัท, วอลนัท นอกจากนั้นยังมี แซนดี้, มน, วันพุธ, บ่อเบี้ย, ไนท์ และหัวหินสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ มีพระเมตตาต่อสุนัขและแมวจรจัดมาก โดยพระราชทานตึกฉุกเฉินที่คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และเสด็จฯ เปิดตึกด้วยพระองค์เอง นอกจากนี้ยังได้พระราชทานเครื่องฟอกเลือด ฟอกไต เครื่องตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจสำหรับสัตว์ ที่สำคัญคือ ดอกผลที่ได้จาก กองทุน “สิบสาม” ได้ช่วยเหลือสุนัขและแมวจำนวนมาก

เมื่อสัตว์ที่พระองค์ทรงเลี้ยงเสียชีวิตลง จะมีสุสานสัตว์ เรียกว่าสุสานสุนัขทรงเลี้ยงของพระพี่นางฯ ในบริเวณตลาดบองมาเช่ ย่านประชานิเวศน์ 1 ซึ่งเป็นตลาดบนที่ดินส่วนพระองค์ของสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯยกเว้นสุนัขทรงเลี้ยงที่ชื่อ คุณสิบสาม สุนัขพันธุ์บอร์เดอเทอร์เรียที่พระองค์ทรงรักมาก ตอนคุณสิบสามตายก็ตายในอ้อมพระกรของพระองค์ ทางคณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้สร้างอนุสาวรีย์คุณสิบสามถวายพระองค์ในพระตำหนักเลอดิส สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ ก็ได้พระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์แก่คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาฯ นำมาตั้งเป็นกองทุนเพื่อสัตว์เจ็บป่วยยากไร้ ชื่อ กองทุน “คุณสิบสาม” เพื่อช่วยเหลือสัตว์ยากไร้โดยเฉพาะสุนัขและแมว

นอกจากนี้ พระองค์ยังทรงรับช้างของศูนย์อนุรักษ์ช้างไทย จังหวัดลำปาง ไว้ในพระอุปถัมภ์ถึง 3 เชือก พร้อมทั้งประทานชื่อแก่ช้างทั้ง 3 เชือก ได้แก่ จุฑานันท์ วนาลี และอลีนา โดยเฉพาะพังอลีนานั้นเกิดวันเดียวกับพระองค์ จึงมีอีกชื่อหนึ่งว่า น้องเมย์