ลักษณะการใช้ภาษาในสารคดีชีวประวัติพระนิพนธ์ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์

ลักษณะการใช้ภาษาในสารคดีชีวประวัติพระนิพนธ์สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอเจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์

 

การใช้ภาษาเป็นอีกกระบวนการหนึ่งในการเขียน ดังที่ ธัญญา สังขพันธานนท์ (2548 : 96-97) ได้กล่าวไว้ว่าการใช้ภาษาเป็นหัวใจสำคัญของการเขียนทุกประเภท การใช้ภาษาเขียนที่ดีผู้เขียนจะต้องมีความรู้ในกฎเกณฑ์ของภาษาและต้องอาศัยศิลปะในการใช้ด้วย การใช้ภาษาเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งที่ช่วยให้ผู้อ่านได้รับ “รส” ในการอ่านพอๆ กับได้รับสาระหรือเนื้อหา

การใช้ภาษาประเภทงานเขียนสารคดีนั้น ชะลอ รอดลอย (2544 : 24) ได้ให้ความหมายของ “ภาษาสารคดี” หมายถึง ภาษาที่มีการใช้อย่างสละสลวยให้สอดคล้องกับรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งของสารคดี มุ่งเสนอสาระข้อเท็จจริงและให้ความเพลิดเพลินแก่ผู้อ่านด้วย จากความหมายของคำข้างต้น สามารถกล่าวได้ว่าในการเขียนสารคดีผู้เขียนจะต้องเลือกใช้ภาษาที่เหมาะสมกับเรื่องราวที่ต้องการนำเสนอ

จากการศึกษางานเขียนสารคดีชีวประวัติของสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอเจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ จำนวน 4 เล่ม ผู้วิจัยจะทำการศึกษาลักษณะการใช้ภาษา ได้แก่ ระดับภาษา การใช้คำ การใช้สำนวน การใช้โวหารและภาพพจน์และการเชื่อมโยงความ ดังรายละเอียดต่อไปนี้

 

  1. ระดับภาษา

วัลยา ช้างขวัญยืน (2547 : 10) กล่าวถึงระดับภาษาโดยสรุปได้ดังนี้

การเลือกใช้ถ้อยคำให้เหมาะสมแก่โอกาสจะทำให้การสื่อสารประสบความสำเร็จ ระดับภาษาที่กำหนดตามกาลเทศะหรือโอกาสในการใช้ภาษาแบ่งออกเป็น 2 แบบ คือ ภาษาแบบเป็นทางการและภาษาแบบไม่เป็นทางการ โดยภาษาแบบเป็นทางการใช้ในโอกาสสำคัญๆ ทั้งที่เป็นพิธีการ เช่น ในงานพระราชพิธีและในโอกาสสำคัญที่เป็นทางการ เช่น การกล่าวเปิดประชุมต่างๆ การกล่าวคำปราศรัย และการประกาศ เป็นต้น ภาษาแบบเป็นทางการอาจจัดเป็น 2 ระดับ คือ ภาษาระดับพิธีการ และภาษาระดับมาตรฐานราชการหรือภาษาระดับทางการ ส่วนภาษาแบบไม่เป็นทางการเป็นภาษาที่ใช้สื่อสารกันโดยทั่วไปในชีวิตประจำวัน สามารถจัดเป็น 3 ระดับ คือ ภาษาระดับกึ่งทางการ ภาษาระดับสนทนาและภาษาระดับกันเองหรือภาษาปาก

จากการศึกษาระดับภาษาในสารคดีชีวประวัติพระนิพนธ์สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอเจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ปรากฏการใช้ภาษา 3 ระดับ คือ ภาษาแบบเป็นทางการระดับมาตรฐานราชการ ภาษาแบบไม่เป็นทางการระดับกึ่งทางการ และภาษาแบบไม่เป็นทางการระดับสนทนา ดังรายละเอียดต่อไปนี้

          1.1 ภาษาแบบเป็นทางการระดับมาตรฐานราชการ

วัลยา ช้างขวัญยืน (2547 : 10) ได้กล่าวถึงภาษาระดับมาตรฐานราชการไว้ว่า ภาษาระดับมาตรฐาน

ราชการเป็นภาษาระดับสูงที่มีลักษณะสมบูรณ์แบบและถูกหลักไวยากรณ์ มีความชัดเจน สละสลวย สุภาพ ผู้ใช้ภาษาจึงต้องใช้อย่างละเอียดประณีตและระมัดระวัง ต้องมีการร่าง แก้ไขและเรียบเรียงไว้ล่วงหน้า เพื่อใช้ในโอกาสสำคัญที่เป็นทางการ เช่น ในการกล่าวคำปราศรัย การกล่าวเปิดการประชุม การกล่าวประกาศเกียรติคุณ นอกจากนี้ยังใช้ในการเขียนรายงานทางวิชาการ เรียงความ บทความวิชาการ หนังสือราชการ และคำนำหนังสือต่างๆ เป็นต้น

ผลการศึกษาสารคดีชีวประวัติพระนิพนธ์สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอเจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ปรากฏการใช้ภาษาแบบเป็นทางการระดับมาตรฐานราชการ ดังตัวอย่างต่อไปนี้

ตัวอย่างที่ 1

พระราชธิดานั้น ถึงแม้มิได้ทรงมีบทบาทในเรื่องการเมืองหรือการปกครอง บางพระองค์ก็ได้ทรงพระอักษรกับครูพิเศษและทรงหนังสือทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษจำนวนมาก ถึงแม้ว่าไม่ได้เสด็จไปศึกษา ณ ต่างประเทศก็ทรงมีความรู้มากพอสมควร และทรงมีความสามารถ เช่น สมเด็จเจ้าฟ้านิภานภดลฯ กรมขุนอู่ทองเขตขัตติยนารี ซึ่งทรงทำหน้าที่เลขานุการส่วนพระองค์ของพระชนก บางพระองค์ก็สนพระทัยในการบ้านการเรือนหรือศิลปหัตถกรรมประณีตต่างๆ เช่น การร้อยดอกไม้ เย็บปักถักร้อย ประกอบอาหาร ฯลฯ

(พระราชธิดาในรัชกาลที่ 5, 2524 : 34)

 

จะเห็นได้ว่าสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอเจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ทรงใช้ภาษาระดับมาตรฐานราชการ เช่นคำว่า “ประกอบอาหาร” “ศิลปหัตถกรรมประณีต” หรือทรงใช้คำราชาศัพท์เพื่อให้เหมาะสมกับบุคคล เช่น “ทรงพระอักษร” “เสด็จ” “สนพระทัย”

 

ตัวอย่างที่ 2

ตามธรรมเนียมราชตระกูล ตั้งแต่รัชกาลที่ 6 พระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และในสมเด็จพระบวรราชเจ้าฯ (วังหน้า) จะทรงเป็นต้นสกุลใหม่ที่พระราชทาน เมื่อพระราชโอรสในสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่สวรรคตไป (หรือผู้สืบสันตติวงศ์ขึ้นครองราชย์ จะทรงเป็นรัชกาลใหม่ พระราชโอรสในรัชกาลใหม่นี้ก็จะทรงเป็นต้นสกุลใหม่ ถึงแม้ว่าจะมีนามสกุลต่างๆ กัน ผู้ที่ไม่เป็นเจ้าหรือหม่อมราชวงศ์หรือหม่อมหลวงก็ยังสามารถทราบได้ว่าเป็นสมาชิกของครอบครัวเดียวกัน เพราะจะมีเครื่องหมายนามสกุลสำหรับราชตระกูลว่า “ณ อยุธยา”

(เจ้านายเล็กๆ –ยุวกษัตริย์, 2549 : 2)

 

จะเห็นได้ว่าสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอเจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ทรงใช้ภาษาระดับมาตรฐานราชการ เช่น คำว่า “ทราบ” “ถึงแม้ว่า” หรือทรงใช้คำราชาศัพท์ เช่น “พระราชโอรส” “สวรรคต” “พระราชทาน”

 

  • ภาษาแบบไม่เป็นทางการระดับกึ่งทางการ

วัลยา ช้างขวัญยืน (2547 : 10) ได้กล่าวถึงภาษาระดับกึ่งทางการไว้ว่า ภาษาระดับกึ่งทางการมี

ลักษณะที่ยังคงความสุภาพอยู่ แต่ผู้ใช้ภาษาก็ไม่ต้องระมัดระวังมากเท่าการใช้ภาษาแบบเป็นทางการ เพราะอาจใช้รูปประโยคง่ายๆ ไม่ซับซ้อน มีการละส่วนของประโยคได้บ้าง ถ้อยคำที่ใช้เป็นระดับคำสามัญ บางครั้งมีภาษาระดับสนทนาเข้ามาปะปนด้วย ภาษาระดับกึ่งทางการจึงใช้ในการติดต่อธุรกิจการงานหรือใช้สื่อสารกับบุคคลที่ไม่สนิทสนมคุ้นเคยกัน และใช้ในการเขียนเรื่องที่ผู้เขียนต้องการให้ผู้อ่านรู้สึกเหมือนกำลังฟังผู้เขียนเล่าเรื่องหรือเสนอความคิดเห็นอย่างไม่เคร่งเครียด

ผลการศึกษาสารคดีชีวประวัติพระนิพนธ์สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอเจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ปรากฏการใช้ภาษาแบบไม่เป็นทางการระดับกึ่งทางการ ดังตัวอย่างต่อไปนี้

ตัวอย่างที่ 1

เมื่อพระองค์ชายอยู่ที่โรงเรียนเทพศิรินทร์ สมเด็จพระพันวัสสาฯ รับสั่งให้พาไปนมัสการเจ้าอาวาสของวัดเทพศิรินทร์ คือสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ เพื่อให้สมเด็จฯ อบรมธรรม ท่านได้สอนข้อธรรมะง่ายๆ ที่ปฏิบัติได้เช่นว่าเมื่อมียุงมาเกาะอย่างไปตบ ให้เอามือลูบไปเสีย วันหนึ่งแม่ลงมาดูลูกชายสองคนซึ่งกำลังเล่นละลายเทียนไขในกระทะเล็กที่วางบนอั้งโล่ แม่เห็นคางคกอยู่ในกระทะนั้นตัวหนึ่ง แม่ก็เอะอะใหญ่และถามพระองค์ชายว่าสมเด็จฯ เคยสอนเรื่องยุง ทำไม่จึงมาทำอย่างนี้ พระองค์ชายตอบว่า สมเด็จฯ ไม่ได้สอนเรื่องคางคก เมื่อข้าพเจ้าไปสัมภาษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเมื่อเดือนธันวาคม 2529 ได้ทูลถามว่าทรงจำเรื่องคางคกได้ไหม รับสั่งว่าทรงจำได้ และคางคกนั้นไม่ได้ไปจับมา มันโดดลงไปในกระทะเองโดยบังเอิญ

(เจ้านายเล็กๆ –ยุวกษัตริย์, 2549 : 147-148)

 

จะเห็นได้ว่าสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอเจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ทรงใช้ภาษาระดับกึ่งทางการ ซึ่งเป็นภาษาที่ไม่เคร่งครัด โดยใช้คำสามัญไม่ใช้ราชาศัพท์ เช่น “เอะอะ” “ลูกชาย” “มือ” นอกจากนั้นยังรวมถึงการใช้รูปประโยคที่ง่ายๆ ไม่ซับซ้อนเสมือนเป็นการเล่าให้ผู้อ่านฟัง ไม่เคร่งเครียด มีพระอารมณ์ขัน

 

          ตัวอย่างที่ 2

เมื่อไปถึงสวิตเซอร์แลนด์ใหม่ๆ เราจะพูดภาษาไทยด้วนกัน เมื่อพูดภาษาฝรั่งเศสได้คล่องแล้ว พี่น้องทั้งสามคนจะพูดภาษาฝรั่งเศสด้วยกัน แต่จะพูดภาษาไทยกับแม่เสมอไป เมื่อข้าพเจ้าไปกราบทูลสัมภาษณ์พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 เมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2530 ทรงเล่าขึ้นมาเองว่าคงเป็นเมื่อถึงโลซานน์ใหม่ๆ พระองค์ชายชอบล้อว่า “จมูกเล็กหัก จมักเล็กหก จมกเล็กหุก ฮูๆ” ทรงเล่าว่า “รำคาญและโกรธ” จึงไปเล่าให้แม่ฟัง แม่ก็แนะนำให้หาอะไรไปล้อบ้างซิ เช่นที่นิ้วก้อยพระองค์ชาย ทรงมีร่องที่ปลายนิ้วข้างหนึ่งซึ่งทำให้ดูเหมือนมีติ่งอยู่ ไม่มีใครจำได้ว่าเป็นมาแต่กำเนิดหรือมาเป็นเอาภายหลัง พระองค์เล็กพยายามเอาเรื่องนี้ไปล้อ แต่พระองค์ชายไม่รู้สึกกระทบกระเทือนแต่อย่างไรเลย

(เจ้านายเล็กๆ –ยุวกษัตริย์, 2549 : 261)

 

 

 

 

จะเห็นได้ว่าสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอเจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ทรง

ใช้ภาษาระดับกึ่งทางการ โดยใช้คำว่าธรรมดาสามัญ เช่น “แม่” “รำคาญ” “โกรธ” นอกจากนั้นยังมีการนำข้อความที่เป็นคำผวนมาเขียน ที่ว่า “จมูกเล็กหัก จมักเล็กหก จมกเล็กหุก” ซึ่งเป็นภาษาที่ช่วยสร้างความประทับใจให้แก่ผู้อ่าน

 

ตัวอย่างที่ 3

ในระยะนั้นแม่ผอมมาก เพราะตอนกลางวันไม่ได้กินข้าว ในสมัยนั้นถึงจะมีสตางค์ก็ไม่มีของขายในโรงเรียน หนังสือเรียนก็ไม่มีจึงไม่ค่อยได้ทำการบ้าน ถึงอย่างไรก็ดีแม่ก็ไม่ขยันนักอยู่แล้ว เอาแต่เล่น เมื่อแม่อยู่ปลายประถมปีที่ 3 ต้องสอบขึ้นมัธยมปีที่ 1 แม่สอบตก ต้องซ้ำชั้น เมื่อแม่อยู่โรงเรียนสตรีวิทยาเคยหนีโรงเรียนกลับบ้านตอนกลางวันหลายครั้ง แทนที่ไปโรงเรียนแม่ได้ขึ้นเรือจ้างข้ามไปฝั่งธนบุรี

(แม่เล่าให้ฟัง, 2549 : 25)

สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอเจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ทรงใช้ภาษาระดับกึ่งทางการ โดยใช้คำสามัญ เช่น “กินข้าว” “สตางค์” “เรือจ้าง” รวมถึงการใช้รูปประโยคที่ง่ายๆ ไม่ซับซ้อน เช่น “แม่ผอมมาก” “เคยหนีโรงเยนกลับบ้านตอนกลางวัน” เสมือนเป็นการเล่าให้ผู้อ่านฟัง

 

          ตัวอย่างที่ 4

เมื่อเรียนพยาบาลอยู่ มีเพื่อนเรียนคนหนึ่งชื่อเนื่อง จินตดุล ซึ่งข้าพเจ้าจะกล่าวถึงอีกภายหลัง แม่เนื่องอายุมากกว่าแม่รอบกว่า เวลานั้นแม่ชอบแกล้งแม่เนื่องบ่อยๆ โดยมากแม่เนื่องนั่งข้างหลังแม่ ครั้งหนึ่งแม่หันไปหยิบขวดหมึกของแม่เนื่องออกไปเสีย แม่เนื่องก็จิ้มปากกาลงไปบนโต๊ะ วันหนึ่ง แม่หลอกแม่เนื่องไปที่ก๊อกน้ำในสวนแล้วไขน้ำรดขา อีกครั้งหนึ่งแม่เอากระดาษม้วนๆ มาพันตัวแม่เนื่องสไบ ครูมาเห็นเข้าแทนที่จะดุแม่ดุเอาแม่เนื่อง ถึงอย่างไรก็ดีแม่รักแม่เนื่อง และช่วยลอกตำราให้บ่อยๆ เพราะแม่เนื่องเขียนไม่ค่อยทัน

(แม่เล่าให้ฟัง, 2549 : 29)

 

สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอเจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ทรงใช้ภาษาระดับกึ่งทางการ โดยใช้คำสามัญ เช่น “แกล้ง” “หลอก” “ก๊อกน้ำ” นอกจากนั้นพระองค์ทรงใช้รูปประโยคที่ไม่ซับซ้อนเสมือนเป็นการเล่าสู่กันฟัง เช่น “แม่เนื่องอายุมากกว่าแม่รอบกว่า เวลานั้นแม่ชอบแกล้งแม่เนื่องบ่อยๆ โดยมากแม่เนื่องนั่งข้างหลังแม่ ครั้งหนึ่งหันไปหยิบขวดหมึกของแม่เนื่องออกไปเสีย แม่เนื่องก็จิ้มปากกาลงไปบนโต๊ะ”

 

          ตัวอย่างที่ 5

ตัวที่สองสั้นไป เมื่อเขาขอร้องให้ผู้ที่เย็บจักรเป็นเย็บผ้าปูที่นอนให้แม่ก็อาสาไปกับเขาด้วย เมื่ออยู่โรงเรียนสตรีวิทยา แม่เคยทำการฝีมือที่เรียกว่าเลาะผ้าเช็ดหน้า และหัดถักโครเชท์ เมื่อเรียนพยาบาลที่ศิริราชเห็นเพื่อนๆ เย็บเสื้อด้วยจักร แม่บอกว่าเวลานั้นเห็นเขาทำอะไรก็อยากทำบ้าง แม่จึงเย็บเสื้อใส่เองสองตัว ตัวแรกยาวไป

(เวลาเป็นของมีค่า, 2538 : 11)

 

สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอเจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ทรงใช้ภาษาระดับกึ่งทางการ โดยใช้คำธรรมดาสามัญ และทรงใช้รูปประโยคที่ไม่ซับซ้อนเสมือนเป็นการเล่าสู่กันฟัง เช่น “แม่บอกว่าเวลานั้นเห็นเขาทำอะไรก็อยากทำบ้าง”

 

          1.3 ภาษาแบบไม่เป็นทางการระดับสนทนา

วัลยา ช้างขวัญยืน (2547 : 11) ได้กล่าวถึงภาษาระดับสนทนาไว้ว่า ภาษาระดับสนทนามีลักษณะของภาษาพูดที่เป็นกลางๆ สำหรับใช้ในการสนทนากันในชีวิตประจำวัน ระหว่างผู้ส่งสารและผู้รับสารที่รู้จักคุ้นเคยกัน นอกจากนั้นยังใช้ในการเจรจาซื้อขายทั่วไป รวมทั้งในการประชุมที่ไม่เป็นทางการมีลักษณะรูปประโยคไม่ซับซ้อน ถ้อยคำที่ใช้อยู่ในระดับต่ำที่มีคำสแลง คำตัด คำย่อ ปะปนอยู่

ผลการศึกษาสารคดีชีวประวัติพระนิพนธ์สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอเจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ปรากฏการใช้ภาษาแบบไม่เป็นทางการระดับสนทนาดังตัวอย่างต่อไปนี้

 

          ตัวอย่าง

สำหรับส้วมนั้นก็ไม่มีในบ้าน ต้องไปที่ตึกร้าง ซึ่งอยู่ถัด “บ้าน” ไปหรือที่ห้องน้ำสาธารณะซึ่งเป็นกระต๊อบไม้บนคลอง และนับว่าเป็นห้องน้ำที่สะอาดและไม่มีกลิ่น

(แม่เล่าให้ฟัง, 2549 : 15)

 

สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอเจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ทรงใช้ภาษาระดับสนทนาบางคำแทนภาษาระดับมาตรฐานราชการในการเขียนสารคดีชีวประวัติปะปนอยู่บ้างแต่เป็นจำนวนน้อย โดยใช้คำที่ใช้ในการสนทนากันในชีวิตประจำวัน เช่น “ส้วม” แทนคำว่า “สุขา” “กระต๊อบ” แทนคำว่า “กระท่อม” และทรงใช้รูปประโยคที่ไม่ซับซ้อน สังเกตว่าพระองค์ทรงใช้ภาษาระดับสนทนาถ่ายทอดเรื่องราวชีวิตในช่วงที่สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชนนีเป็นสามัญชน

จากการศึกษาระดับการใช้ภาษาสรุปได้ว่า สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอเจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ทรงใช้ภาษาระดับต่างๆ ได้อย่างเหมาะสมกับเนื้อหาที่นำเสนอ โดยทรงใช้ภาษาแบบเป็นทางการระดับมาตรฐานราชการกับการเล่าเรื่องราวของบุคคลในราชวงศ์ชั้นสูง ซึ่งจะเน้นการใช้ราชาศัพท์จำนวนมากและเป็นคำที่มีความชัดเจน สละสลวย สุภาพ ส่วนการใช้ภาษาแบบไม่เป็นทางการระดับกึ่งทางการจะใช้การเขียนเล่าเรื่องราวของบุคคลในราชวงศ์เช่นกัน แต่จะสังเกตได้ว่าพระองค์จะใช้ภาษาระดับกึ่งทางการกับเรื่องราวบุคคลที่ใกล้ชิดกับพระองค์มากกว่า สำหรับการใช้ภาษาแบบไม่เป็นทางการระดับสนทนาพระองค์จะใช้ในการเขียนเล่าเรื่องราวพระราชประวัติในช่วงที่เจ้าของพระราชประวัติยังมีฐานะเป็นสามัญชน จากที่กล่าวมาข้างต้นจะเห็นได้ว่า สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอเจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ทรงใช้ระดับภาษาในการทรงพระนิพนธ์สารคดีชีวประวัติได้อย่างเหมาะสมและน่าสนใจ

 

  1. การใช้คำ

การใช้คำเป็นส่วนหนึ่งที่จะทำให้งานเขียนนั้นมีความน่าสนใจ การใช้คำสำหรับงานเขียนนั้น ดวงใจ ไทยอุบุญ (2552 : 97) ได้กล่าวไว้ว่าการใช้ภาษาจะให้ได้ผลดีมีประสิทธิภาพนั้นจำเป็นจะต้องรู้จักเลือกใช้คำให้ถูกต้องเหมาะสม คือ จะต้องรู้จักความหมายที่แท้จริงของคำที่จะนำไปใช้ เมื่อใช้แล้วจะมีความเหมาะสมหรือไม่ และมีความหมายชัดเจนเพียงใด ดังนั้น การเลือกใช้ถ้อยคำจึงนับว่ามีความจำเป็นและสำคัญอย่างยิ่งสำหรับงานเขียน

จากการศึกษาการใช้คำในสารคดีชีวประวัติของสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอเจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ พบการใช้คำที่น่าสนใจดังต่อไปนี้

          2.1 การใช้คำซ้ำ

คำซ้ำ หมายถึง คำที่ประกอบด้วยหน่วยคำ 2 หน่วย ซึ่งเหมือนกันทุกประการ หรืออีกนัยหนึ่ง การพูดหรือเขียนคำใดคำหนึ่งอีกครั้งทำให้เกิดคำซ้ำ (สถาบันภาษาไทย, 2549 : 62) จากการศึกษาสารคดีชีวประวัติของสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอเจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ พบการใช้คำซ้ำดังตัวอย่างต่อไปนี้

 

          ตัวอย่างที่ 1

เมื่อไปอยู่ใหม่ๆ อานตี้สตรองทำอาหารให้ทุกมื้อและล้างชามเองด้วย อุบลและแม่เสนอว่าจะทำอาหารเช้าเอง อานตี้สตรองจะได้ไม่ต้องตื่นเช้านัก และจะล้างชามให้ด้วย อานตี้สตรองจะได้อ่านหนังสือพิมพ์ได้สบายๆ ด้วยระเบียบนี้อุบลและแม่สามารถหุงข้าวและเจียวไข่ และบางครั้งยังไปตัดเนื้อเย็นที่อยู่ในตู้ เช่น ขาแกะมากินอีก เนื้อนี้เวลานั่งโต๊ะจะได้เพียงชิ้นเล็กๆ ไม่พอกับความหิวและความอร่อย

(แม่เล่าให้ฟัง, 2549 : 63)

 

จากข้อความตอนหนึ่งของเรื่อง แม่เล่าให้ฟัง จะเห็นได้ว่าพระองค์ทรงใช้คำซ้ำ 3 คำ ได้แก่ “ใหม่ๆ” “สบายๆ” และ “เล็กๆ” โดยคำซ้ำแต่ละคำนั้นมีความหมายแตกต่างกันดังนี้

คำว่า เล็กๆ เป็นคำซ้ำที่ซ้ำแล้วมีความหมายเน้นว่าค่อนข้างเล็ก

คำว่า สบายๆ และ ใหม่ๆ เป็นคำซ้ำที่ซ้ำแล้วมีความหมายไม่เฉพาะเจาะจง

 

          ตัวอย่างที่ 2

สิ่งก่อสร้างที่แม่ให้จัดทำอีกอย่างคือศาลาโล่งๆ เพื่อให้ลูกๆ ที่มาร่มหลบแดดเวลาร้อนๆ และห้อยเครื่องกายกรรมต่างๆ เช่น ชิงช้าสูง-ต่ำ ห่วง เชือก พื้นเป็นทราย ทุกคนเรียกว่า โรงบาร์ ด้านหนึ่งของศาลามีห้องสำหรับเก็บของเล่นต่างๆ

(เจ้านายเล็กๆ-ยุวกษัตริย์, 2549 : 118)

 

จากข้อความตอนหนึ่งของเรื่อง แม่เล่าให้ฟัง จะเห็นได้ว่าพระองค์ทรงใช้คำซ้ำ 4 คำ ได้แก่ “โล่งๆ” “ลูก” “ร้อนๆ” “ต่างๆ” โดยคำซ้ำแต่ละคำนั้นมีความหมายแตกต่างกันดังนี้

คำว่า โล่งๆ และร้อนๆ เป็นคำซ้ำที่ซ้ำแล้วมีความหมายเบาลง

คำว่า ลูกๆ และต่างๆ เป็นคำซ้ำที่ซ้ำแล้วมีความหมายเป็นพหูจน์

 

          ตัวอย่างที่ 3

แต่เมื่อแม่เริ่มทำงานฝีมือต่างๆ ก็คิดที่จะจำหน่ายเพื่อการกุศล งานชิ้นแรกๆ คือ บัตรอวยพร ดอกไม้และที่จับของร้อน ที่ถักโครเชท์ใช้ด้ายฝ้ายเส้นใหญ่ ซึ่งเดี๋ยวนี้ไม่ได้ขายแต่ให้เป็นรางวัลสำหรับผู้ที่ทำครัวให้ตามเขื่อนต่างๆ ตอนหนึ่งมีการทำไม้กวาดด้วยป่านศรนารายณ์ที่ย้อมสีต่างๆ ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมในครอบครัวของแม่และข้าราชบริพาร เมื่อแม่ทำงานฝีมือขึ้นมาใหม่ๆ สิ่งของที่จำหน่ายเพื่อการกุศลก็เปลี่ยนไปเรื่อยๆ

(เวลาเป็นของมีค่า, 2538 : 13)

จากข้อความตอนหนึ่งของเรื่อง แม่เล่าให้ฟัง จะเห็นได้ว่าพระองค์ทรงใช้คำซ้ำ 4 คำ ได้แก่ “ต่างๆ” “แรกๆ” “ใหม่ๆ” “เรื่อยๆ” โดยคำซ้ำแต่ละคำนั้นมีความหมายแตกต่างกันดังนี้

คำว่า แรกๆ ว่า ใหม่ๆ เรื่อยๆ เป็นคำซ้ำที่ซ้ำแล้วมีความหมายไม่เฉพาะเจาะจง

คำว่า ต่างๆ เป็นคำซ้ำที่ซ้ำแล้วมีความหมายเป็นพหูพจน์

 

ตัวอย่างที่ 4

พระราชโอรสนั้น ถ้าทรงมีพระอนามัยสมบูรณ์พอ ส่วนมากจะทรงส่งไปศึกษาตั้งแต่ทรงพระเยาว์ในประเทศต่างๆ ในยุโรป โดยเฉพาะในประเทศอังกฤษ เมื่อเสด็จกลับมาแล้วจะให้ทรงรับราชการในตำแหน่งต่างๆ สำคัญๆ ซึ่งจะทำให้ทรงวางพระราชหฤทัยได้ ในรัชกาลต่อๆ มา เจ้านายเหล่านี้ก็จะทรงดำรงตำแหน่งสำคัญยิ่งขึ้นไป

(พระราชธิดาในรัชกาลที่ 5, 2524 : 29)

 

จากข้อความตอนหนึ่งของเรื่อง พระราชธิดาในรัชกาลที่ 5 จะเห็นได้ว่าผู้นิพนธ์ใช้คำซ้ำ 3 คำ ได้แก่ “ต่างๆ” “สำคัญๆ” “ต่อๆ” โดยคำซ้ำแต่ละคำนั้นมีความหมายแตกต่างกันดังนี้

คำว่า ต่างๆ เป็นคำซ้ำที่ซ้ำแล้วมีความหมายเป็นพหูพจน์

คำว่า สำคัญๆ เป็นคำซ้ำที่ซ้ำแล้วมีความหมายเน้น

คำว่า ต่อๆ เป็นคำซ้ำที่ซ้ำแล้วมีความหมายว่าหลายครั้งและต่อเนื่อง

จะเห็นได้ว่าการใช้คำซ้ำในงานเขียนสารคดีชีวประวัตินั้น มีส่วนช่วยให้งานเขียนมีความน่าสนใจยิ่งขึ้น เพราะการใช้คำซ้ำจะบ่งบอกถึงความรู้สึกและอารมณ์ที่ผู้เขียนต้องการจะสื่อถึงผู้อ่าน หรือเพื่อให้คำหรือวลีนั้นๆ ชัดเจนมากยิ่งขึ้น และยังทำให้ผู้อ่านรู้สึกว่าเหมือนกับเป็นการเล่าสู่กันฟัง

2.2 การใช้คำซ้อน

คำซ้อน หมายถึง คำที่เกิดจากการนำคำตั้งแต่ 2 คำขึ้นไปมาเรียงต่อกัน โดยแต่ละคำนั้นมีความสัมพันธ์กันในด้านความหมาย อาจเป็นความหมายเหมือนกัน คล้ายกัน ทำนองเดียวกัน หรือตรงกันข้ามก็ได้ (สถาบันภาษาไทย, 2549 : 57) จากการศึกษาสารคดีชีวประวัติของสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอเจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ พบการใช้คำซ้อนดังตัวอย่างต่อไปนี้

2.2.1 คำซ้อนเพื่อความหมาย

คำซ้อนเพื่อความหมายจากการนำคำ 2 คำที่ความหมายเหมือนกัน ใกล้เคียงกัน ทำนองเดียวกัน หรือตรงข้ามกันมาซ้อนกัน เช่น เสื่อสาด จิตใจ แยกแยะ สวยงาม เป็นต้น (สุนันท์ อัญชลีกูล, 2547 : 33) จากการศึกษาพบการใช้คำซ้อนเพื่อความหมายดังต่อไปนี้

ตัวอย่างที่ 1

ข้าพเจ้าเองจำโรงพยาบาลแรกไม่ได้เลยแต่จำได้ว่าโรงพยาบาลที่สองอยู่บนภูเขาสูง ถนนชันและคดเคี้ยวไปมาอย่างมาก

(เจ้านายเล็กๆ –ยุวกษัตริย์, 2549 : 63)

 

ตัวอย่างที่ 2

ข้าพเจ้ากระดูกสันหลังเริ่มคดนิดหน่อย คงเป็นกรรมพันธุ์ เพราะทูลหม่อมฯ ทรงคดมากๆ

(เจ้านายเล็กๆ –ยุวกษัตริย์, 2549 : 266)

 

ตัวอย่างที่ 3

แม่สนใจการถ่ายรูปมาตั้งแต่เป็นนักเรียนพยาบาลที่โรงพยาบาลศิริราช ได้มีการแต่งตัวสวยเพื่อถ่ายรูปแลกเปลี่ยนกันตอนปลายปีการศึกษา

(เวลาเป็นของมีค่า, 2549 : 8)

 

ตัวอย่างที่ 4

การทำแม่พิมพ์นั้นจะต้องปั้นแบบของสิ่งของนั้นให้ดีก่อนทำ “กำแพง” ดินปั้นล้อมรอบ แล้วเอาปูนปลาสเตอร์เทลงไประหว่างของนั้นและ “กำแพง”

(แม่เล่าให้ฟัง, 2549 : 79)

 

 

ตัวอย่างที่ 5

เกล็นเฮาส์ ซึ่งเป็นที่พักเป็นโรงแรมที่อยู่โดดเดี่ยวและจากโรงแรมจะมองเห็นเทือกเขาเพรสิเดนเชียล (Presidential Range) และโวท์เมาเทนส์ (White Mountains)

(แม่เล่าให้ฟัง, 2538 : 67)

ตัวอย่างที่ 6

พระราชโอรสพระองค์หนึ่งของสมเด็จพระพันปีฯ ซึ่งหย่าร้างกันและมาอยู่ที่เซี่ยงไฮ้

(แม่เล่าให้ฟัง, 2538 : 67)

 

ตัวอย่างที่ 7

การสัมภาษณ์นั้นเป็นสิ่งที่ลำบาก เพราะหลายท่านชรามากแล้ว และบางท่านตอบว่า “อย่าถามอะไรจำอะไรไม่ได้แล้ว” แต่ด้วยความอดทนพยายามก็สามารถรวบรวมข้อมูลได้พอสมควร

(พระราชธิดาในรัชกาลที่ 5, 2524 : 26)

 

ตัวอย่างที่ 8

เพื่อมิให้ผิดพลาดคลาดเคลื่อนไปในเรื่องนี้ ข้าพเจ้าขอคัดมาเป็นตอนๆ จากพระราชนิพนธ์พระบาทสมเด็จพระปรมินทร มหาจุฬาลงกรณ์พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

(พระราชธิดาในรัชกาลที่ 5, 2524 : 41)

 

2.2.2 คำซ้อนเพื่อเสียง

คำซ้อนเพื่อเสียงเกิดจากการนำคำพยางค์เดียวหรือหลายพยางค์ที่มีเสียงพยัญชนะต้นเหมือนกันและเสียงพยัญชนะตัวสะกดอาจเหมือนกันหรือต่างกัน แต่ประสมด้วยเสียงสระต่างกันซ้อนกัน ความหมายของคำซ้อนชนิดนี้อาจอยู่ที่พยางค์ใดพยางค์หนึ่ง หรืออยู่ที่ทุกพยางค์รวมกัน เช่น งอแง โครมคราม ลวนลาม ยอกย้อน (สุนันท์ อัญชลีนุกูล, 2547 : 37) จากการศึกษาพบการใช้คำซ้อนเพื่อเสียงดังต่อไปนี้

ตัวอย่างที่ 1

เหตุการณ์ข้างต้นนำความกระทบกระเทือนอย่างไรมาสู่ผู้ที่จะต้องไตร่ตรอง

(เจ้านายเล็กๆ –ยุวกษัตริย์, 2549 : 215)

 

ตัวอย่างที่ 2

ตามพจนานุกรม งานอดิเรกคืองานพิเศษที่ทำเพื่อความเพลิดเพลิน

(เวลาเป็นของมีค่า, 2549 : 7)

 

 

ตัวอย่างที่ 3

แม่จึงคิดที่จะเขียนถ้วยชามที่ต้องซื้อใหม่สำหรับใช้ในบ้านใหม่ด้วยตนเอง โดยจะใช้กลุ่มดาว (Constellations) เป็นลวดลาย

(เวลาเป็นของมีค่า, 2549 : 41)

 

ตัวอย่างที่ 4

เมื่อแม่เป็นเด็กอยู่ที่บ้านฝั่งธนบุรีเวลาต้องแต่งตัวเรียบร้อยคือเมื่อไปวัดอนงค์หรือไปบ้านพ่อชู

(แม่เล่าให้ฟัง, 2538 : 108)

 

ตัวอย่างที่ 5

สิ่งที่ทรงจำได้อีกในสมัยนั้น คือ น้ำแข็งที่ได้เข้ามาถึงกรุงเทพฯ จากสิงคโปร์เป็นครั้งแรก นำความตื่นเต้นมาให้ทุกคน โดยเฉพาะเจ้านายเล็กๆ ที่มีคนต่อยให้เสวย

(พระราชธิดาในรัชกาลที่ 5, 2524 : 46)

จะเห็นได้ว่า การใช้คำซ้อนในงานเขียนสารคดีชีวประวัตินั้น หากเป็นการใช้คำซ้อนเพื่อความหมายจะช่วยเน้นความหมายของคำและคำซ้อนบางคำอาจมีสัมผัสดกลางคำ ส่วนการใช้คำซ้อนเพื่อเสียงจะช่วยเน้นความรู้สึกของผู้อ่านให้มีอารมณ์ร่วมไปกับเนื้อเรื่อง การใช้คำซ้อนจะเป็นการสร้างสีสันของคำให้มีลักษณะเด่นและสละสลวย มีเสียงสัมผัสที่คล้องจอง ช่วยทำให้ผู้อ่านรู้สึกเสมือนว่าเป็นการเล่าสู่กันฟัง

 

2.3 การใช้คำราชาศัพท์

คำว่า ราชาศัพท์ แปลว่า ศัพท์สำหรับพระราชา ในที่นี้จะใช้หมายถึงภาษาที่ใช้สำหรับพูดถึง หรือพูดกับพระมหากษัตริย์และพระราชวงศ์เท่านั้น ไม่รวมภาษาที่ใช้กับพระภิกษุและภาษาสุภาพอื่นๆ (สถาบันภาษาไทย, 2552 : 55)

ตัวอย่างที่ 1

วันพิธีสมเด็จพระพันปีฯ ทรงแต่งพระองค์ และผัดพระพักตร์พระราชทานเสด็จฯ เสด็จฯ ทรงมีพระวรกายใหญ่สำหรับพระชันษา เมื่อทรงฉลองพระองค์โสกันต์ของทูลหม่อมหญิงเล็กปรากฏว่าคับไป

(พระราชธิดาในรัชกาลที่ 5, 2524 : 54)

 

จากข้อความข้างต้นพระองค์ทรงกล่าวถึงพิธีทำขวัญเดือนของพระเจ้าบรมวงศ์เธอพระองค์เจ้าวาปีบุษบากร โดยสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวงทรงเป็นผู้แต่งฉลองพระองค์พระราชทานแก่พระองค์เจ้าวาปีบุษบากร

 

ตัวอย่างที่ 2

สมเด็จพระพันปีฯ สวรรคต วันที่ 20 เดือนตุลาคม พ.ศ. 2462 (ค.ศ. 1919) ทูลหม่อมฯ จึงเสด็จกลับเมืองไทยเพื่อถวายพระเพลิงพร้อมกับเจ้าคุณชนินทรฯ

(แม่เล่าให้ฟัง, 2538 : 81)

 

จากข้อความข้างต้นพระองค์ทรงกล่าวถึงการสวรรคตของสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก ได้เสด็จพระราชดำเนินกลับเมืองไทยเพื่อถวายพระเพลิง

 

ตัวอย่างที่ 3

เมื่อปี 2484 พระเจ้าอยู่หัวทรงพระประชวรเล็กน้อย ไม่รับสั่งอย่างเคยและทรงเหนื่อย ทรงมีพระอาการเช่นนี้มาหลายครั้งแล้ว แพทย์ที่ถวายการรักษาบอกว่าเป็นเพราะพระวรกายเจริญในส่วนสูงเกินกว่าขนาดที่ควร และแนะนำให้เสด็จไปสรงน้ำแร่ที่เมืองเบส์ เลส์ แบงส์ (Bex-les-Bains) ในเดือนตุลาคม แม่จึงพาพระเจ้าอยู่หัวไปสรงน้ำแร่และพักผ่อนที่เมืองเบซ์ (Bex) โดยไม่ได้พาลูกคนอื่นไปด้วย ประทับอยู่เป็นเวลา 10 วัน

(เจ้านายเล็กๆ –ยุวกษัตริย์, 2549 : 319)

จากข้อความข้างต้นผู้นิพนธ์ทรงกล่าวถึงอาการประชวรของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล โดยแพทย์ได้แนะนำวิธีการรักษาแก่พระองค์

 

ตัวอย่างที่ 4

ทูลหม่อมหญิงฯ ประชวรพระวักกะ (ไต) ทูลหม่อมฯ และแม่จึงเสด็จกลับมากรุงเทพฯ เพื่อตามเสด็จออกไปประเทศอังกฤษในปี พ.ศ. 2465 (ค.ศ. 1922) เพื่อให้แพทย์ทำการผ่าตัดถวาย

(แม่เล่าให้ฟัง, 2538 : 128)

จากข้อความข้างต้นพระองค์ทรงกล่าวถึงการประชวรของสมเด็จเจ้าฟ้าวไลยอลงกรณ์ โดยมีสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนกและสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีตามเสด็จด้วย

จากตัวอย่างข้างต้นที่กล่าวมานั้นจะพบว่า การใช้คำราชาศัพท์นั้น บางกรณีพระองค์ทรงใช้ วงเล็บคำสามัญหลังคำราชาศัพท์ด้วย เช่น ประชวรพระวักกะ (ไต) เพื่อให้ผู้อ่านอ่านเข้าใจมากขึ้น เพราะคำราชาศัพท์บางคำอาจเป็นคำที่ผู้อ่านไม่คุ้นเคย

 

2.4 การใช้คำภาษาต่างประเทศ

จากการศึกษาสารคดีชีวประวัติของสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอเจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ พบการใช้คำภาษาต่างประเทศ 2 แบบ ได้แก่ การเขียนคำภาษาต่างประเทศด้วยอักษรไทยและอักษรโรมัน ดังต่อไปนี้

2.4.1 การเขียนคำภาษาต่างประเทศด้วยอักษรไทย

ตัวอย่างที่ 1

เมื่อไปถึงบอสตันรัฐแมสสาชูเสตต์ เราอยู่โรงแรมกันก่อนเพราะแฟลตที่ทูลหม่อมฯ ทรงหาไว้ยังไม่เรียบร้อยต่อไปเราก็ได้ย้ายเข้าไปอยู่แฟลต 63 ถนนลองวู้ด (Longwood Avenue) ในบรุ๊คลายน์ (Brookline) ซึ่งเป็นเมืองเล็กๆ เมืองหนึ่งในจำนวนหลายเมืองที่อยู่ติดกับบอสตันเหมือนกับเป็นชานเมือง

(เจ้านายเล็กๆ –ยุวกษัตริย์, 2549 : 43)

 

ตัวอย่างที่ 2

มิสเตอร์และมิสซีสเคนท์มีหลานคนหนึ่งชื่อแคเธอรีน แม่ย้ายไปอยู่กับครอบครัวเคนท์ กลางๆ เดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2462 (ค.ศ. 1919) เมื่อถึงเวลาหยุดหน้าร้อน แม่ก็ออกเดินทางไปพักร้อนพร้อมกับมิสเตอร์ มิสซิสเคนท์ และแคเธอรีน

(แม่เล่าให้ฟัง, 2538 : 65)

 

2.4.2 การเขียนคำภาษาต่างประเทศด้วยอักษรโรมัน

          ตัวอย่างที่ 1

พระเจ้าอยู่หัวและพระอนุชาเสด็จเข้าโรงเรียนราษฏร์ “Ecole Nouvelle de la Suisse Romande” ซึ่งแปลว่า “โรงเรียนใหม่แห่งภาคสวิตเซอร์แลนด์ที่ใช้ภาษาฝรั่งเศส”

(เจ้านายเล็กๆ –ยุวกษัตริย์, 2549 : 253)

 

ตัวอย่างที่ 2

การที่คิดจะเอาดอกไม้มาทับแห้งและประดับของต่างๆ นั้นเกิดขึ้นดังนี้ แม่ได้ส่งดอก Edelweiss ซึ่งเป็นดอกไม้ที่หายากและขึ้นบนภูเขาสูงมีสีขาว กลีบเหมือนกำมะหยี่ ที่ทับแห้งแล้วไปถวายหม่อมเจ้าประเสริฐศรี ชยางกูร ท่านตอบมาว่าน่าจะเอามาจัดเป็นช่อและติดเสื้อเหมือนเข็มกลัด

(เวลาเป็นของมีค่า, 2549 : 156)

 

จากตัวอย่างการใช้คำภาษาต่างประเทศพบว่าพระองค์ทรงใช้คำภาษาต่างประเทศทั้งที่เขียนเป็นอักษรไทยและเขียนเป็นอักษรโรมัน คำทับศัพท์ที่เขียนเป็นอักษรไทยนั้นส่วนมากจะเป็นชื่อบุคคล ชื่อสถานที่ หรือเป็นคำภาษาต่างประเทศที่คุ้นเคยแล้ว เช่นคำว่า แมสซาชูเสตต์ และบอสตัน ส่วนคำภาษาต่างประเทศที่เขียนเป็นอักษรโรมันนั้นส่วนใหญ่ผู้อ่านยังไม่คุ้นเคย เช่นคำว่า Edelweiss เป็นชื่อดอกไม้ชนิดหนึ่ง ซึ่งไม่มีในประเทศไทย อีกเหตุผลหนึ่งที่พระองค์ทรงเขียนทับศัพท์เป็นอักษรภาษาอังกฤษ อาจเป็นเพราะว่าพระองค์ทรงเห็นว่าคำบางคำนั้นอาจจะถอดมาเป็นอักษรภาษาไทยได้ไม่ตรงเสียงเดิมมากนักเนื่องจากว่าคำภาษาต่างประเทศบางคำเป็นภาษาฝรั่งเศส เช่นคำว่า Ecole Nouvelle de la Suisse Romande เป็นชื่อโรงเรียนในสวิตเซอร์แลนด์ ดังนั้นพระองค์จึงเลือกใช้อักษรภาษาอังกฤษเพื่อความถูกต้องของข้อมูลมากที่สุด

 

2.5 การใช้คำย่อและอักษรย่อ

คำย่อ คือ คำที่นำมาใช้โดยการย่อจากคำเต็ม เป็นการพูดสั้นๆ ละส่วนที่เหลือไว้ในฐานที่เข้าใจ การย่ออาจเหลือเฉพาะส่วนหน้า ส่วนหลังหรืออาจเหลือส่วนหน้ารวมกับส่วนหลังก็ได้ (ศศิธร ทัศนัยนา, 2535 : 196) ส่วนอักษรย่อ คือ อักษรที่มาจากพยัญชนะต้นของแต่ละพยางค์ มีทั้งที่ย่อจากชื่อเฉพาะและย่อคำนามทั่วไป ส่วนใหญ่เป็นอักษรย่อที่หน่วยงานนั้นๆ กำหนดขึ้นใช้ (สถาบันภาษาไทย, 2552 : 96)

2.5.1 การใช้คำย่อ

จากการศึกษาสารคดีชีวประวัติสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอเจ้าฟ้ากัลป์ยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ทั้ง 4 เรื่อง พบการใช้คำย่อดังตัวอย่างต่อไปนี้

ตัวอย่างที่ 1

ส่วนยุวกษัตริย์องค์ใหม่นั้น ถึงแม้ว่ามองจากภายนอกจะไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงมากนัก บ้านก็ยังเป็นบ้านเดิม โรงเรียนก็ยังเป็นโรงเรียนเดิม บริวารในระยะแรกก็เพิ่มขึ้นคนเดียว คือ ราชเลขาฯ หลวงสิริราชไมตรี ซึ่งก็ไม่ได้มาอยู่ในบ้านเดียวกัน แต่เมื่อผู้สำเร็จราชการเขียนมาถึงหลวงสิริฯ ว่าจะเชิญเสด็จกลับเมืองไทยในปี 2478 นั้นเอง แม่ก็ถามหมอประจำของลูกๆ ตามจดหมายวันที่ 21 สิงหาคม 2478 ถึงสมเด็จพระพันวัสสาฯ ว่า

(เจ้านายเล็กๆ –ยุวกษัตริย์, 2549 : 238)

ราชเลขาฯ ย่อมาจาก ราชเลขาธิการ

หลวงสิริ ย่อมาจาก หลวงสิริราชไมตรี

สมเด็จพระพันวัสสาฯ ย่อมาจาก สมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวีพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า

 

ตัวอย่างที่ 2

เมื่อพ.ศ. 2444 ถึงกำหนดที่เสด็จฯ จะต้องทรงเข้าพิธีโสกันต์ (โกนจุก) สมเด็จฯ จึงทรงจัดการส่งให้เสด็จฯ มาประทับกับสมเด็จพระพันปีฯ บนพระที่นั่งจักรีในพระบรมมหาราชวัง

(พระราชธิดาในรัชกาลที่ 5, 2524 : 57)

เสด็จฯ ย่อมาจาก เสด็จพระองค์เจ้าวาปีบุษบากร

สมเด็จฯ ย่อมาจาก สมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า

สมเด็จพระพันปีฯ ย่อมาจาก สมเด็จพระศรีพัชรินทราบบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

 

ตัวอย่างที่ 3

ทูลหม่อมหญิงฯ ประชวรพระวักกะ (ไต) ทูลหม่อมฯ และแม่จึงเสด็จกลับมากรุงเทพฯ เพื่อตามเสด็จออกไปประเทศอังกฤษในปี พ.ศ. 2465

(แม่เล่าให้ฟัง, 2538 : 128)

ทูลหม่อมหญิงฯ ย่อมาจาก ทูลกระหม่อมหญิง

ทูลหม่อมฯ ย่อมาจาก ทูลกระหม่อม

กรุงเทพฯ ย่อมาจาก กรุงเทพมหานคร

ตัวอย่างที่ 1

สมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า (ใน ร.8, ร.9) เดิมพระองค์เจ้าสว่างวัฒนาแล้ว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชเทวีทรงมีพระราชโอรสธิดาที่ทรงพระเจริญวัย

(พระราชธิดาในรัชกาลที่ 5, 2524 : 37)

ร. ย่อมาจาก รัชกาล

 

ตัวอย่างที่ 2

แบบนั้นใช้พระพุทธรูปองค์เล็กๆ ขนาดสูงเพียง 4-5 ซ.ม. ซึ่งมีพระกริ่ง สมเด็จพระสังฆราช กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ (ม.ร.ว. ชื่น นพวงศ์) และพระพุทธรูปบางองค์ที่มีผู้ทูลเกล้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9

(เวลาเป็นของมีค่า, 2549 : 118)

ซ.ม. ย่อมาจาก เซนติเมตร

ม.ร.ว. ย่อมาจาก หม่อมราชวงศ์

จากตัวอย่างข้างต้นจะพบว่าพระองค์ทรงใช้คำย่อและอักษรย่อในการพระนิพนธ์เพื่อย่อคำที่มีความยาวมากๆ ให้สั้นลง เนื่องจากว่าถ้าใช้คำเต็มผู้อ่านอาจจะเกิดความเบื่อหน่ายเพราะคำบางคำยาวมากและเรียกยากผู้อ่านอาจไม่คุ้นเคย สำหรับอักษรย่อนั้นจะเป็นอักษรย่อที่มีความคุ้นเคยอยู่แล้ว ดังนั้นพระองค์จึงเลือกที่จะย่อคำให้สั้นเพื่อให้อ่านสะดวก ทำให้เรื่องราวมีความต่อเนื่องและไม่น่าเบื่อ

 

  1. การใช้สำนวน

สำนวน หมายถึง ถ้อยคำที่มิได้มีความหมายตรงไปตรงมาตามตัวอักษรหรือแปลตามรากศัพท์ แต่เป็นถ้อยคำที่มีความหมายเป็นอย่างอื่น คือ เป็นชั้นเชิงชวนคิด ซึ่งอาจจะเป็นในเชิงเปรียบเทียบหรือุปมาอุปไมย (ไขสิริ ปรมโมช ณ อยุธยา, 2526 : 4) จากการศึกษาการใช้สำนวนในสารคดีชีวประวัติของสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอเจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ พบว่ามีการใช้สำนวนเพียง 1 สำนวน ดังต่อไปนี้

          ตัวอย่าง

พอเรือออกมาในวันนั้นเองก็เกิดเป็นอหิวาตกโรคตายในกลางทาง เรือเดกะก็กลายเป็น “หมาหัวเน่า” เข้าท่าไหนก็ถูกควารันตีนทุกแห่ง

(พระราชธิดาในรัชกาลที่ 5, 2524 : 121)

สำนวน “หมาหัวเน่า” หมายถึง เป็นที่รังเกียจของคนอื่น ไม่สามารถเข้ากับใครได้

จากการศึกษานั้นพบเพียง 1 สำนวนอาจเป็นเพราะว่าสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอเจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ทรงใช้ภาษาในการนิพนธ์อย่างเรียบง่าย กระชับและชัดเจน ไม่ต้องตีความ ดังนั้นจึงมีการใช้สำนวนน้อย

 

 

  1. การใช้โวหารและภาพพจน์

4.1 การใช้โวหาร

โวหาร คือ ถ้อยคำที่ใช้ในการสื่อสารด้วยการเรียบเรียงอย่างมีวิธีการมีชั้นเชิงและมีศิลปะเพื่อให้ผู้อ่านเข้าใจเรื่องราว เกิดจินตภาพและความรู้สึกตรงตามที่ผู้ส่งสารต้องการ (ชุมสาย สุวรรณชมพู, 2548 : 48)

จากการศึกษาการใช้โวหารในสารคดีชีวประวัติพระนิพนธ์ของสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ พบการใช้โวหารอยู่ 3 ลักษณะ คือ บรรยายโวหาร อธิบายโวหาร และพรรณนาโวหาร ดังรายละเอียดต่อไปนี้

4.1.1 บรรยายโวหาร

บรรยายโวหาร คือ โวหารเล่าเรื่องซึ่งเป็นการกล่าวถึงเหตุการณ์ที่ต่อเนื่องกัน โดยชี้ให้เห็นถึงสถานที่เกิดเหตุการณ์ สาเหตุที่ก่อให้เกิดเหตุการณ์ สภาพแวดล้อม บุคคลที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนผลที่เกิดจากเหตุการณ์นั้น เนื้อเรื่องที่บรรยายอาจเป็นเรื่องที่สมมุติหรือเรื่องจริงก็ได้ ตัวอย่างเรื่องที่ใช้บรรยายโวหาร เช่น นิทาน ประวัติหรือตำนานของบุคคลหรือสถานที่ และการเล่าเรื่องต่างๆ (ชุมสาย สุวรรณชมพู, 2548 : 48)

จากการศึกษาการใช้โวหารในสารคดีชีวประวัติของสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ พบตัวอย่างดังต่อไปนี้

ตัวอย่างที่ 1

สมเด็จเจ้าฟ้ามหิดลอดุลยเดชฯ ประสูติวันที่ 1 มกราคม 2434 ในพระบรมมหาราชวัง เป็นพระราชโอรสองค์ที่ 69 ในจำนวน 77 พระองค์ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และที่ 7 ของสมเด็จพระนางเจ้าสว่างวัฒนา พระบรมราชเทวี (สมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า) ซึ่งเคยทรงเป็นอัครมเหสีเมื่อพระราชโอรสพระองค์ใหญ่สมเด็จเจ้าฟ้าวชิรุณหิศฯ ทรงเป็นสยามมกุฎราชกุมารพระองค์แรก แต่สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชพระองค์นี้ทิวงคตไปเสีย และสมเด็จพระบรมฯ องค์ที่สองเป็นพระราชโอรสในสมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรีรพระบรมราชินีนาถ (สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง)

(เจ้านายเล็กๆ –ยุวกษัตริย์, 2549 : 5)

 

ตัวอย่างที่ 2

วันที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2468 (ค.ศ. 1925) ทูลหม่อมพ่อ แม่ และข้าพเจ้าได้เดินทางออกจากกรุงเทพฯ พร้อมทั้งแหนน เจ้าคุณชนินทรฯ และนายบุญชัย นักเรียนทุนส่วนพระองค์ หลังจากที่ได้แวดที่ปารีส 15 วัน ทูลหม่อมพ่อเสด็จไปรักษาพระองค์ที่เมืองไฮเดลเบิร์ก ในประเทศเยอรมันนี โดยคำแนะนำของสมเด็จในกรมชัยนาทฯ เมื่อถึงไฮเดลเบิร์กตอนแรกประทับอยู่โรงแรมบนเขาชื่อ โรงแรมชลอล แต่เมื่อโรงแรมปิดลงปลายหน้าร้อนได้เสด็จมาประทับที่โรงแรมวิคตอเรีย

(แม่เล่าให้ฟัง, 2538 : 157)

 

จากตัวอย่างพระองค์ทรงบรรยายถึงการเดินทางจากกรุงเทพฯ ไปยังยุโรปของสมเด็จพระมหิตลาธิเบศรอดุลยเดชวิกรมพระบรมราชชนก สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ และผู้ร่วมเดินทาง

 

ตัวอย่างที่ 3

แม่ชอบดอกไม้ ต้นไม้มานานแล้ว เมื่ออายุประมาณ 10 ขวบ และอยู่บ้านคุณหญิงสงวน แม่ไปขุดดินหลังบ้านและปลูกพริกโดยไม่มีใครของให้ทำ เมื่ออยู่ Hartford กับ Mrs.Strong แม่ได้รับแบ่งที่ดินเล็กๆ ให้ทำสวน แม่ปลูกดอกไม้ เช่น ดอก Cosmos เมื่ออยู่ที่วิลลาวัฒนามีสวนใหญ่ แม่ชอบทำสวนเอง เมื่อย้ายไปอยู่ที่แฟลตที่ Avant-Poste ไม่มีสวนแม่จึงต้องทำสวนบนเฉลียง

(เวลาเป็นของมีค่า, 2549 : 154)

จากตัวอย่าง พระองค์ทรงบรรยายถึงการทำสวนดอกไม้ของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ตั้งแต่อายุ 10 ขวบ จนกระทั่งทรงย้ายไปประทับที่แฟลตทำให้เนื้อที่ของสวนมีขนาดเล็กลง

 

ตัวอย่างที่ 4

เวลานั้นเป็นหน้ามรสุม ฝนเริ่มตกใหญ่ ห้องที่ท่านหญิงน้อยและนางสาวบุญนองอาศัยอยู่หลังคารั่ว นอนไม่ได้กัน ต้องลุกขึ้นยืนกางร่มในห้อง น้ำก็เริ่มท่วม วันหนึ่งเสด็จในกรม ชัยนาทฯ จะเสด็จออกจากที่พักอยู่ มีน้ำท่วมมากเลยต้องทรงขี่คอมหาดเล็กออกมา

(พระราชธิดาในรัชกาลที่ 5, 2524 : 98)

จากตัวอย่าง พระองค์ทรงบรรยายถึงสภาพของห้องที่ไม่สามารถนอนได้เมื่อเกิดฝนตก การบรรยายทำให้เห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องได้อย่างชัดเจน

 

4.1.2 อธิบายโวหาร

อธิบายโวหาร คือ โวหารที่ทำให้ความคิดเรื่องหนึ่งกระจ่างชัดเจนขึ้น มักใช้ในงานเขียนทางวิชาการและตำรับตำราต่างๆ โดยมีจุดประสงค์จะนำประเด็นที่สงสัยมาอธิบายให้เข้าใจแจ่มแจ้ง การเล่าเรื่องบางตอนถ้ามีประเด็นที่เป็นปัญหาก็อาจใช้อธิบายโวหารเสริมความตอนนั้นจนเรื่องกระจ่างชัดเจนขึ้น บางท่านจึงถือว่าอธิบายโวหารเป็นส่วนหนึ่งของบรรยายโวหาร อธิบายโวหารนี้มักใช้อธิบายกระบวนการ การวิเคราะห์หรือจำแนกเนื้อหาออกเป็นประเภท หรือเป็นพวกและอธิบายความหมายของคำ (ชุมสาย สุวรรณชมพู, 2548 : 48)

จากการศึกษาการใช้โวหารในสารคดีชีวประวัติของสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ พบตัวอย่างดังต่อไปนี้

 

 

 

ตัวอย่างที่ 1

จะสังเกตได้ว่า คำว่า “อดุลเดช” นั้นไม่เหมือนกับในสมัยปัจจุบันซึ่งเขียน “อดุลยเดช” อันที่จริงพระนามของทูลหม่อมฯ เริ่มเขียน “อดุลเดช” แต่ต่อมาได้มีการเขียนทั้ง 2 แบบกลับไปกลับมา และในที่สุดในสมัยนี้นิยมใช้แบบที่ 2

(เจ้านายเล็กๆ –ยุวกษัตริย์, 2549 : 57)

จากตัวอย่าง พระองค์ทรงอธิบายถึงการอ่านและการเขียนพระนามของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ว่ามีการเขียนและการอ่านที่ถูกต้องอย่างไร

 

ตัวอย่างที่ 2

พระเจ้าลูกเธอ พระองค์เจ้าวาปีบุษบากร ประสูติในพระบรมมหาราชวังเมื่อวันพฤหัสบดี เดือน 7 แรม 4 ค่ำ ปีเถาะ ตรีศก จุลศักราช 1253 ตรงกับวันที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2434 ทรงเป็นพระราชธิดาพระองค์ที่ 68 ในจำนวนพระราชโอรสธิดา 77 พระองค์ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระชนนี คือ เจ้าจอมมารดาพร้อม เป็นธิดาของพระยาพิศณุโลกาธิบดี (บัว) ท่านหญิงแก้วทรงเขียนว่า “เสด็จฯ รับสั่งเล่าว่า คุณจอมมารดาของพระองค์ไม่มีนามสกุล เพราะพระยาพิศณุโลกาธิบดีผู้เป็นบิดานั้นมีแต่ธิดาไม่มีบุตรเลยฉะนั้นเมื่อรัชกาลที่ 6 พระราชทานนามสกุลในปี พ.ศ. 2456 จึงไม่มีผู้ใดที่จะขอพระราชทาน”

(พระราชธิดาในรัชกาลที่ 5, 2524 : 43)

จากตัวอย่าง พระองค์ทรงอธิบายถึงเรื่องราวการประสูติของพระบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวาปีบุษบากร เพื่อให้ผู้อ่านเข้าใจพระประวัติของพระองค์

 

ตัวอย่างที่ 3

ความหมายของขนาดและสีของดอกไม้ซึ่งแม่เขียนแทนดาวในกลุ่มดาว คือ

– ดอกไม้สีน้ำเงิน มี 6 กลีบ (เมื่อเริ่มเขียนตอนแรกๆ มี 5 กลีบบ้าง 6 กลีบบ้าง) คือ ดาวขนาดที่ 1 (Magnitude 1)

– ดอกไม้สีเหลือง มี 5 กลีบ คือ ดาวขนาดที่ 2 (Magnitude 2)

– ดอกไม้สีแดงแก่ มี 4 กลีบ คือ ดาวขนาดที่ 3 (Magnitude 3)

– ดอกไม้สีแดง มี 2-3 กลีบ คือ ดาวขนาดรองลงไป

ข้างหลังจานหรือในถ้วย แม่เขียนชื่อกลุ่มดาวที่วาด และชื่อขนาดดาวขนาดที่ 1 (Magnitude 1) ที่แทนด้วยดอกไม้สีน้ำเงินตรงกับตำแหน่งที่ปรากฏด้านหน้า บางแห่งในที่ว่างจะมีช่อดอกไม้เล็กๆ ไว้ประดับโดยไม่มีความหมาย

(เวลาเป็นของมีค่า, 2549 : 43)

จากตัวอย่าง พระองค์ทรงอธิบายถึงความหมายของขนาดและสีของดอกไม้ที่สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีเขียนแทนดวงดาวบนเครื่องกระเบื้อง เพื่อให้ผู้อ่านเข้าใจสัญลักษณ์ที่ทรงวาด

 

ตัวอย่างที่ 4

การเตรียม

  1. ใช้หนังสือพิมพ์ที่ขนาดเท่ากันเสมอ ขนาดหนังสือพิมพ์นี้มีความสำคัญมาก เพื่อความสะดวกในการทับ ตามปกติแม่ใช้หนังสือพิมพ์ Le Matin (เมื่ออยู่โลซานน์) และ Bangkok Post (เมื่ออยู่เมืองไทย) นำหนังสือพิมพ์มาหนึ่งแผ่น (สี่หน้า) พับครึ่งสามครั้ง
  2. ตัดกระดาษห่อของอย่างนุ่มและบาง (Tissue paper) เท่ากับเศษหนึ่งส่วนสี่ของหน้าหนังสือพิมพ์ วางหนังสือพิมพ์ด้านที่จะเปิดออกเข้าหาตัว เปิดหนัสือพิมพ์ออก ทากาวได้รอยพับเป็นทางกว้างประมาณ 1-2 ว.ม. แล้วเอากระดาษห่อของมาติด

การใช้กระดาษห่อของชนิดนี้เพื่อให้เห็นดอกไม้ที่ทับได้ แม่เคยใช้กระดาษแก้วเพราะใสดี แต่ดอกไม้เสียหมด เพราะกระดาษแก้วไม่ดูดความชื้นออกไป

  1. ตัดกระดาษห่อของที่ติดกาวอยู่เป็นเส้นๆ ตามขนาดดอกไม้ที่จะทับ
  2. เอากระดาษห้องน้ำมาปูใต้กระดาษห่อของ

การทับ

  1. เอาดอกไม้ทีละดอกหรือทีละช่อมาวางบนกระดาษห้องน้ำและจัดให้ดี ปิดเส้นกระดาษหอของ ทับด้วยกระเบื้องแบนๆ และกดไว้สักครู่หนึ่ง แล้วจึงเอากาวติดส่วนล่างของเส้นกระดาษห่อของ จากนั้นจึงทำวิธีเดียวกันจนเต็มหน้า
  2. เอากระดาษห้องน้ำอีกชิ้นหนึ่งมาวางซ้อนข้างบนกระดาษห่อของ ปิดหนังสือพิมพ์เขียนชื่อดอกไม้และวันที่ไว้ข้างล่าง
  3. เมื่อเสร็จแล้ว เอาหนังสือพิมพ์ทั้งแผ่นซึ่งพับสามครั้งเช่นเดียวกันไว้ข้างบนและข้างใต้แต่ละชุด แล้งเรียงซ้อนกันและเอาหนังสือหนักๆ ทับไว้ ประมาณ 4-5 วันจะใช้ได้

(เวลาเป็นของมีค่า, 2538 : 160-161)

จากตัวอย่าง พระองค์อธิบายถึงการเตรียมอุปกรณ์ที่จะใช้ทับดอกไม้ของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ทำให้ผู้อ่านสามารถเข้าใจวิธีการทับดอกไม้อย่างชัดเจนและสามารถปฏิบัติตามได้

 

ตัวอย่างที่ 5

ถ้าพระมารดาเดิมเป็นพระองค์เจ้า คือ เป็นพระราชธิดาของพระเจ้าแผ่นดิน เช่น พระขนิษฐาต่างชนนีของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งต่อไปจะทรงสถาปนาเป็นพระนางเจ้าฯและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระราชโอรสและพระราชธิดาจะทรงเป็น

สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าฯ (องค์ชาย)

สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าฯ (องค์หญิง)

ภายในเรียกกันว่า “ทูลหม่อม” สมเด็จเจ้าฟ้าชั้นทูลกระหม่อมมี 20 พระองค์

(พระราชธิดาในรัชกาลที่ 5, 2524 : 36)

 

จากตัวอย่าง พระองค์ทรงอธิบายถึงการลำดับพระอิสริยยศของพระราชโอรสและพระราชธิดาที่ต่างกันตามฐานันดรศักดิ์ของพระชนนี ทำให้ผู้อ่านเข้าใจการลำดับพระอิสริยยศมากขึ้น

4.1.3 พรรณนาโวหาร

พรรณนาโวหาร คือ โวหารที่ใช้กล่าวถึงเรื่องราว สถานที่ บุคคล สิ่งของ หรืออารมณ์อย่างละเอียด และอาจแทรกความรู้สึกของผู้เขียนลงไปด้วย เพื่อให้ผู้อ่านเกิดจินตภาพ หรือเกิดอารมณ์คล้อยตาม (ชุมสาย สุวรรณชมภู, 2548 : 51)

จากการศึกษาการใช้โวหารในสารคดีชีวประวัติของสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ พบตัวอย่างดังต่อไปนี้

ตัวอย่างที่ 1

…ถัดไปมีห้องซึ่งเป็นห้องนอนและข้างหลังจะมีห้องครัวยาวตลอด ซึ่งกั้นด้วยกำแพง หลังกำแพงนี้มีที่โล่งๆๆ ซึ่งจะไปถึงได้ถ้าอ้อมไปเพราะทางครัวไม่มีประตูออก ในบ้านไม่มีห้องน้ำ การอาบน้ำนั้นอาบกันที่หน้าบ้าน ตุ่มน้ำตั้งอยู่ที่ระเบียง หรือไปอาบที่คลองสมเด็จเจ้าพระยา

(แม่เล่าให้ฟัง, 2538 : 13-15)

 

จากตัวอย่าง พระองค์ทรงพรรณนาถึงลักษณะบ้านของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีเมื่อทรงพระเยาว์

 

ตัวอย่างที่ 2

เกล็นเฮาส์ ซึ่งเป็นที่พักเป็นโรงแรมที่อยู่โดดเดี่ยว และจากโรงแรมจะมองเห็นเทือนเขาเพรสิเดนเชียล (Presidential Range) และไวท์เมาเทนส์ (White Mountains)

จากตัวอย่าง พระองค์ทรงพรรณนาถึงลักษณะของโรงแรมและเทือกเขาที่สามารถมองเห็นได้จากโรงแรม ซึ่งเป็นโรงแรมสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีไปพักค้างแรมระหว่างที่เดินทางไปพักร้อนกับมิสเตอร์ มิสซิสเคนท์ และแคเธอรีน

 

          4.2 การใช้ภาพพจน์

ภาพพจน์ คือ ถ้อยคำที่เป็นสำนวนโวหารทำให้นึกเห็นเป็นภาพ, ถ้อยคำที่เรียบเรียงอย่างมีชั้นเชิงเป็นโวหาร มีเจตนาให้มีประสิทธิผลความคิด ความเข้าใจ ให้จินตนาการ และถ่ายทอดอารมณ์ได้อย่างกว้างขวางลึกซึ้งกว่าการบอกเล่าที่ตรงไปตรงมา (ราชบัณฑิตยสถาน, 2546 : 820)

จากการศึกษาการใช้ภาพพจน์ในสารคดีชีวประวัติพระนิพนธ์ของสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ พบว่ามีการใช้ภาพพจน์อยู่จำนวนน้อย อาจเป็นเพราะว่าพระองค์ทรงใช้ภาษาที่เรียบง่าย ไม่ต้องแปลความหมายมาก ใช้ภาษาในการเล่าเรื่องแบบตรงไปตรงมาเน้นเนื้อหาที่ชัดเจนและถูกต้อง จึงทำให้ไม่พบการใช้ภาษาภาพพจน์มากนัก จากการศึกษาพบการใช้ภาพพจน์ 3 ประเภท ดังตัวอย่างต่อไปนี้

4.2.1 อุปมา

อุปมา คือ การเปรียบเทียบสิ่งหนึ่งกับอีกสิ่งหนึ่งที่โดยธรรมชาติแล้วมีสภาพที่แตกต่างกัน แต่มีลักษณะเด่นร่วมกันและใช้คำที่มีความหมายว่า เหมือนหรือคล้าย เป็นคำแสดงการเปรียบเทียบเพื่อเน้นให้เห็นจริงว่าเหมือนอย่างไร ในลักษณะใด (ชุมสาย สุวรรณชมภู, 2548 : 53) จากการศึกษาพบการใช้ภาพพจน์อุปมา ดังตัวอย่างต่อไปนี้

ตัวอย่างที่ 1

จานนี้แสดงให้เห็นขนาดเปรียบเทียบของพระอาทิตย์และดาวพระเคราะห์ต่างๆ สีแดงที่เหมือนกับรอยซอสมะเขือเทศแห้ง (Ketchup) คือพระอาทิตย์ซึ่งใหญ่มากถ้าเปรียบเทียบกับดาวพระเคราะห์

(เวลาเป็นของมีค่า, 2549 : 46)

 

ตัวอย่างที่ 2

แม่ได้ส่งดอก Edelweiss ซึ่งเป็นดอกไม้ที่หายากและขึ้นบนภูเขาสูง มีสีขาว กลีบเหมือนกำมะหยี่

(เวลาเป็นของมีค่า, 2549 : 156)

 

4.2.2 อุปลักษณ์

อุปลักษณ์ คือ การเปรียบเทียบด้วยการกล่าวว่าสิ่งหนึ่งเป็นอีกสิ่งหนึ่ง โดยใช้คำแสดงการเปรียบเทียบว่า “เป็น” หรือ “คือ” (ชุมสาย สุวรรณชมพู, 2548 : 53) จากการศึกษาพบการใช้ภาพพจน์อุปลักษณ์เพียง 1 ตัวอย่าง ดังต่อไปนี้

ตัวอย่าง

นายแพทย์คนหนึ่งที่ยุโรปได้กราบทูลว่าจะทรงมีพระชนม์อีกไม่เกิน 2 ปี (เป็นคำพูดที่ไม่พึงปรารถนาที่สุดที่แพทย์ควรพูด และสำหรับคนไข้เป็นเมฆก้อนดำที่มาครอบคลุมชีวิตอยู่)

(แม่เล่าให้ฟัง, 2538 : 156)

 

4.2.3 อติพจน์

อติพจน์ คือ การกล่าวเกินจริง ซึ่งเป็นความรู้สึกหรือความคิดของผู้กล่าวที่ต้องการย้ำความหมายให้ผู้ฟังรู้สึกว่าหนักแน่นจริงจัง ทั้งผู้กล่าวและผู้ฟังก็เข้าใจว่ามิใช่เป็นการกล่าวเท็จ (ชุมสาย สุวรรณชมภู, 2548 : 54) จากการศึกษาพบการใช้ภาพพจน์อติพจน์เพียง 1 ตัวอย่าง ดังต่อไปนี้

ตัวอย่าง

พระองค์ชายมาถามอะไรแม่ที่น่าจะหาคำตอบได้เอง แม่จึงบอกว่า ควรใช้สมองคิดเสียบ้าง เดี๋ยวสมองจะเป็นสนิทเสีย

(เจ้านายเล็กๆ –ยุวกษัตริย์, 2549 : 89)

จากที่กล่าวมาข้างต้นสรุปได้ว่า การใช้ภาพพจน์นั้นจะช่วยเสริมสร้างจินตนาการทำให้ผู้อ่านรู้สึกเหมือนร่วมอยู่ในเหตุการณ์นั้นด้วย อีกทั้งยังช่วยให้ผู้อ่านเกิดจินตภาพเข้าใจเนื้อเรื่องได้ชัดเจน เป็นการช่วยสร้างสีสันให้แก่พระนิพนธ์ แต่จากการศึกษานั้นพระองค์ทรงใช้ภาพพจน์น้อย อาจเป็นเพราะว่าพระองค์ทรงเลือกใช้ภาษาในการนำเสนอที่เรียบง่ายมากกว่าเลือกใช้ภาษาที่ซับซ้อนต้องมาแปลความหมาย

 

  1. การเชื่อมโยงความ

การเชื่อมโยงความ คือ ความเกี่ยวพันระหว่างประโยคหนึ่งกับอีกประโยคหนึ่ง ซึ่งทำให้ข้อความที่ประกอบด้วยประโยคต่างๆ เหล่านั้นไม่ใช่เป็นเพียงการนำประโยคมาเรียงต่อกันให้ข้อความยาวขึ้นๆ เท่านั้น แต่เนื้อความของประโยคเหล่านั้นต้องมีความต่อเนื่องและเกี่ยวพันกันอันทำให้ผู้ฟังหรือผู้อ่านเข้าใจสิ่งที่ผู้พูดหรือผู้เขียนต้องการสื่อสารได้ (สถาบันภาษาไทย, 2552 : 117)

ในการศึกษาการเชื่อมโยงความผู้ศึกษาพบการเชื่อมโยงความ 3 ประเภท คือ การเชื่อมโยงความด้วยอ้างถึง การเชื่อมโยงความด้วยการละ และการเชื่อมโยงความด้วยการใช้คำเชื่อมสัมพันธสาร จากการศึกษาพบการเชื่อมโยงความดังรายละเอียดต่อไปนี้

5.1 การเชื่อมโยงความด้วยการอ้างถึง

การอ้างถึง หมายถึง การเชื่อมโยงความด้วยการใช้คำหรือวลีเพื่ออ้างถึงคำหรือวลีที่มาข้างหน้า (สถาบันภาษาไทย, 2552 : 118)

5.1.1 การอ้างถึงโดยการซ้ำนามวลีเดิม

การอ้างถึงโดยการซ้ำนามวลีเดิม คือ การอ้างถึงข้อความที่มาข้างหน้าอาจทำได้โดยการซ้ำนามวลีเดิม (สถาบันภาษาไทย, 2552 : 118)

ตัวอย่างที่ 1

สมเด็จพระพันวัสสาฯ รับสั่งถามว่าแม่ได้เข้าไปด้วยหรือเปล่าเวลาให้เฝ้า เมื่อแม่ตอบไปว่าไม่ได้เข้าไปเพราะเห็นว่ามีผู้นำเสด็จหลายคนแล้ว แต่ได้พบกับเขาภายหลังเมื่อเขาถามถึงสมเด็จพระพันวัสสาฯ ได้ทรงมีลายพระหัตถ์ถึงแม่ รับสั่งให้อยู่ด้วยเสมอ ซึ่งต่อมาแม่ก็ได้ปฏิบัติมาโดยตลอด

(เจ้านายเล็กๆ –ยุวกษัตริย์, 2549 : 227)

สมเด็จพระพันวัสสาฯ ในประโยคหลังอ้างถึงสมเด็จพระพันวัสสาฯ ในประโยคแรก

 

ตัวอย่างที่ 2

ต่อมาแม่ได้ถูกส่งไปอยู่ที่พระตำหนัก ซึ่งเป็นชื่อของที่ประทับของสมเด็จพระพันวัสสาฯ เวลาเสด็จมาประทับในวังหลวง แม่อยู่ใสความดูแลของคุณเจริญ ข้าหลวงผู้ใหญ่ผู้ดูแลพระตำหนัก ทุกวันแม่ต้องเดินไปโรงเรียนแห่งหนึ่งที่อยู่ใกล้ๆ วังหลวงซึ่งแม่จำชื่อไม่ได้ แต่ 2-3 เดือนภายหลังโรงเรียนนี้ก็ปิดไป นับว่าเป็นโรงเรียนที่ 3 ที่ปิดไประยะที่แม่ไปอยู่

(แม่เล่าให้ฟัง, 2538 : 22)

แม่ ในประโยคหลังอ้างถึง แม่ ในประโยคแรก แม่ในที่นี้หมายถึง สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี

 

5.1.2 การอ้างถึงโดยการใช้คำบุรุษสรรพนาม

การอ้างถึงโดยการใช้คำบุรุษสรรพนาม หมายถึง คำสรรพนามที่ใช้อ้างถึงคน สัตว์หรือสิ่งของที่เป็นผู้พูดเอง (บุรุษที่หนึ่ง) เช่น ฉัน ผม ฯลฯ ผู้ที่เราพูดด้วย (บุรุษที่สอง) เช่น คุณ แก่ ฯลฯ และผู้ที่เราพูดถึง (บุรุษที่สาม) เช่น เขา (สถาบันภาษาไทย, 2552 : 120)

ตัวอย่างที่ 1

ทูลหม่อมฯ เคยทรงศึกษาวิชาเตรียมแพทย์และ 2 ปีแรกของคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดที่บอสตัน ก่อนที่จะทรงหันไปเรียนวิชาสาธารณสุขศาสตร์จนจบหลักสูตร ทางคณะแพทยศาสตร์จึงอนุมัติให้ทรงเรียนอีกเพียงปีครึ่งก่อนที่จะทรงสอบวิชาแพทยศาสตร์ ท่านจึงทรงเริ่มศึกษาวิชาแพทย์ต่อทันที

(เจ้านายเล็กๆ –ยุวกษัตริย์, 2549 : 43)

ท่าน เป็นบุรุษสรรพนามอ้างถึง ทูลหม่อมฯ ทูลหม่อมในที่นี้หมายถึง สมเด็จมหิตลาธิเบศรอดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก

 

ตัวอย่างที่ 2

แม่ได้ทดลองใช้วิธีหลายอย่าง เช่น ใช้เครื่องอัดที่ทำขึ้นพิเศษสำหรับดอกไม้ซึ่งมีหลายแบบและซึ่งมีคนหลายคนซื้อมาให้หรือใช้เตารีดผ้า ในที่สุดหลังจากที่ได้ค้นคว้ามานาน ท่านได้พบวิธีที่ท่านเห็นเหมาะสมที่สุด

(เวลาเป็นของมีค่า, 2549 : 160)

ท่าน เป็นบุรุษสรรพนามอ้างถึง แม่ แม่ในที่นี้หมายถึง สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนนี

 

ตัวอย่างที่ 3

วันหนึ่งผู้ดูแลคนนี้จะหัดให้แม่ว่ายน้ำ เขาดึงแม่ไปกลางคลอง และปล่อยตัวให้ว่ายกลับมา แม่ร้องเสียเสียงดังจนถูกดุใหญ่ เพราะทูลหม่อมหญิงฯ ยังไม่ตื่นบรรทม

(แม่เล่าให้ฟัง, 2538 : 21)

เขา เป็นบุรุษสรรพนามอ้างถึง ผู้ดูแล ผู้ดูแลในที่นี้หมายถึง ข้าหลวงผู้ใหญ่ที่คอยดูข้าหลวงเด็กๆ

 

5.1.3 การอ้างถึงโดยการใช้คำบอกกำหนดชี้เฉพาะ

การอ้างถึงโดยการใช้คำบอกกำหนดชี้เฉพาะ คือ ใช้ระบุหรือเจาะจงสิ่งที่กล่าวมาแล้วหรือกำลังจะกล่าวต่อไป คำบอกชี้เฉพาะ ได้แก่ นี้ นั้น โน้น นู้น นี่ นั่น โน่น นู่น ซึ่งใช้ตามหลังและอยู่ติดกับคำนามหรือคำลักษณะนาม (สถาบันภาษาไทย, 2552 : 122)

ตัวอย่างที่ 1

คราวนี้แม่ถูกส่งเข้าโรงเรียนสตรีวิทยา เพื่อให้อยู่ใกล้โรงเรียน ผู้ใหญ่ทางสวนสี่ฤดูส่งแม่ไปอยู่บ้านคุณหวน หงสกุล ซึ่งแม่เรียกว่า อาหวน บ้านนี้อยู่ใกล้วัดชนะสงคราม อาหวนนี้เคยเป็นพระพี่เลี้ยงรุ่นเล็กของทูลหม่อมฯ และเวลานั้นเป็นข้าหลวงของทูลหม่อมหญิงฯ อาหวนแต่งงานแล้วและระหว่างที่แม่อยู่ที่นั่นลูกคนแรกของอาหวนเกิดและได้รับชื่อว่ามหิดล

(แม่เล่าให้ฟัง, 2538 : 23)

(บ้าน) นี้ เป็นตัวบ่งบอกประเภทคำบอกกำหนดอ้างถึง (บ้าน) คุณหวน

(อาหวน) นี้ เป็นตัวบ่งบอกประเภทคำบอกกำหนดอ้างถึง (อาหวน) คุณหวน หงสกุล

(เวลา) นั้น เป็นตัวบ่งบอกประเภทคำบอกกำหนดอ้างถึง (เวลา) เคยเป็นพระพี่เลี้ยงรุ่นเล็ก

(ที่) นั่น เป็นตัวบ่งบอกประเภทคำบอกกำหนดอ้างถึง (บ้าน) คุณหวน

 

ตัวอย่างที่ 2

ดังนั้นเวลาปั้นองค์พระแม่จะคลุมพระเศียรด้วยถุงพลาสติกเล็กๆ ซึ่งแม่เรียกว่าพระมาลา เมื่อปั้นเสร็จแล้วจะต้องเอาสิ่งของนั้นไปให้เผาที่ร้าน

(เวลาเป็นของมีค่า, 2549 : 80)

(สิ่งของ) นั้น เป็นตัวบ่งบอกประเภทคำบอกกำหนดอ้างถึง องค์พระ

 

5.1.4 การอ้างถึงโดยการใช้คำที่เกี่ยวกับจำนวน

การอ้างถึงเพื่อให้เกิดความเชื่อมโยงความอาจทำโดยการใช้คำบอกปริมาณ ซึ่งได้แก่คำบอกจำนวน เช่น หนึ่ง สอง สาม บาง ล้วน ทั้งหมด คำบอกลำดับ เช่น ที่หนึ่ง ที่สอง ที่สาม แรก สุดท้าย (สถาบันภาษาไทย, 2552 : 124)

ตัวอย่างที่ 1

เนื่องจากทรงเป็นเจ้านายชั้นสูง เสด็จฯ ทรงมีพระพี่เลี้ยงและข้าหลวงที่เจ้าจอมมารดาจัดถวาย และต่อมาสมเด็จฯก็ทรงจัดประทานอยู่เสมอ แต่ก็มีบางคนที่ทรงเลือกมาเองส่วนมากจะมาตั้งแต่ยังเล็กๆ อยู่

(พระราชธิดาในรัชกาลที่ 5, 2524 : 78)

บาง (คน) อ้างถึง พระพี่เลี้ยงและข้าหลวง

 

ตัวอย่างที่ 2

แม่ได้ทดลองใช้วิธีหลายอย่าง เช่น ใช้เครื่องอัดที่ทำขึ้นพิเศษสำหรับดอกไม้ซึ่งมีหลายแบบและซึ่งมีคนหลายคนซื้อมาให้หรือใช้เตารีดผ้า ในที่สุดหลังจากที่ได้ค้นคว้ามานาน ท่านได้พบวิธีที่ท่านเห็นเหมาะสมที่สุด

(เวลาเป็นของมีค่า, 2549 : 160)

หลาย (แบบ) อ้างถึง ดอกไม้

 

5.1.5 การอ้างถึงโดยการใช้ตัวบ่งบอก

การอ้างถึง โดยการใช้ตัวบ่งบอก หมายถึง คำหรือวลีที่ชี้บ่งเฉพาะเจาะจงว่าสิ่งที่ผู้พูดกล่าวถึงคือสิ่งที่ได้กล่าวถึงมาแล้ว หรือสิ่งที่จะได้กล่าวต่อไป ทำให้รู้ว่าข้อความที่อ้างถึงนั้นอยู่ ณ ส่วนใดของ
สัมพันธสาร คำที่ใช้ตัวบ่งบอก เช่น ดังกล่าว ข้างต้น ข้างล่าง ดังกล่าวข้างต้น ดังกล่าวมาแล้ว (สถาบันภาษาไทย, 2552 : 125)

ตัวอย่างที่ 1

ตำหนักที่ประทับขณะนั้นที่สวนสุนันทาก็ไม่สบายนักเป็นตำหนักไม้ที่ต่ำ สมเด็จฯ รับสั่งว่า “อากาศไม่ดี” และมีเสียงรบกวน เพราะติดกับตำหนักของสมเด็จพระองค์ประภาฯ ดังที่กล่าวมาแล้ว

(พระราชธิดาในรัชกาลที่ 5, 2524 : 84)

ดังที่กล่าวมาแล้ว เป็นตัวบ่งบอก อ้างถึง ตำหนักที่ประทับขณะนั้นที่สวนสุนันทา (พระตำหนักใหญ่ในสวนสุนันทา)

 

ตัวอย่างที่ 2

หลัง พ.ศ. 2514 ไม่ได้เสด็จฟังเทศน์ที่วัดเทพศิรินทร์ฯ ดังเคย เพราะไม่ทรงแข็งแรงอย่างเดิม
ประชวนมากบ้าง น้อยบ้างมาเรื่อย แต่ดังที่กล่าวมาแล้ว เจ้าคุณธรรมธัชมุนี วัดเทพศิรินทร์ฯ เห็นทรงหายไปไมได้เสด็จที่วัด จึงมาเฝ้าเยี่ยมที่วัง

(พระราชธิดาในรัชกาลที่ 5, 2524 : 84)

ดังที่กล่าวมาแล้วเป็นตัวบ่งบอก อ้างถึง เพราะไม่ทรงแข็งแรงอย่างเดิม ประชวรมากบ้าง น้อยบ้างมาเรื่อย

 

5.1.6 การอ้างถึงโดยการใช้คำเปรียบเทียบความมากน้อย

การอ้างถึงอาจทำโดยการใช้คำเปรียบบอกความมากน้อยของลักษณะหรือปริมาณ เช่น คำว่า กว่า ที่สุด (สถาบันภาษาไทย, 2552 : 127)

ตัวอย่าง

วิธีทับดอกไม้

แม่ได้ทดลองใช้วิธีหลายอย่าง เช่น ใช้เครื่องอัดที่ทำขึ้นพิเศษสำหรับดอกไม้ซึ่งมีหลายแบบและซึ่งมีคนหลายคนซื้อมาให้หรือใช้เตารีดผ้า ในที่สุดหลังจากที่ได้ค้นคว้ามานาน ท่านได้พบวิธีที่ท่านเห็นเหมาะสมที่สุด

การเตรียม

  1. ใช้หนังสือพิมพ์ที่ขนาดเท่ากันเสมอ ขนาดหนังสือพิมพ์นี้มีความสำคัญมาก เพื่อความสะดวกในการทับ ตามปกติแม่ใช้หนังสือพิมพ์ Le Matin (เมื่ออยู่โลซานน์) และ Bangkok Post (เมื่ออยู่เมืองไทย) นำหนังสือพิมพ์มาหนึ่งแผ่น (สี่หน้า) พับครึ่งสามครั้ง
  2. ตัดกระดาษห่อของอย่างนุ่มและบาง (Tissue paper) เท่ากับเศษหนึ่งส่วนสี่ของหน้าหนังสือพิมพ์ วางหนังสือพิมพ์ด้านที่จะเปิดออกเข้าหาตัว เปิดหนังสือพิมพ์ออก ทากาวได้รอยพับเป็นทางกว้างประมาณ 1-2 ซ.ม. แล้วเอากระดาษห่อของมาติด

การใช้กระดาษห่อของชนิดนี้เพื่อให้เห็นดอกไม้ที่ทับได้ แม่เคยใช้กระดาษแก้วเพราะใสดี แต่ดอกไม้เสียหมด เพราะกระดาษแก้วไม่ดูดความชื้นออกไป

  1. ตัดกระดาษห่อของที่ติดกาวอยู่เป็นเส้นๆ ตามขนาดดอกไม้ที่จะทับ
  2. เอากระดาษห้องน้ำมาปูใต้กระดาษห่อของ

การทับ

  1. เอาดอกไม้ทีละดอกหรือทีละช่อมาวางบนกระดาษห้องน้ำและจัดให้ดี ปิดเส้นกระดาษหอของ ทับด้วยกระเบื้องแบนๆ และกดไว้สักครู่หนึ่ง แล้วจึงเอากาวติดส่วนล่างของเส้นกระดาษห่อของ จากนั้นจึงทำวิธีเดียวกันจนเต็มหน้า
  2. เอากระดาษห้องน้ำอีกชิ้นหนึ่งมาวางซ้อนข้างบนกระดาษห่อของ ปิดหนังสือพิมพ์เขียนชื่อดอกไม้และวันที่ไว้ข้างล่าง
  3. เมื่อเสร็จแล้ว เอาหนังสือพิมพ์ทั้งแผ่นซึ่งพับสามครั้งเช่นเดียวกันไว้ข้างบนและข้างใต้แต่ละชุด แล้งเรียงซ้อนกันและเอาหนังสือหนักๆ ทับไว้ ประมาณ 4-5 วันจะใช้ได้

(เวลาเป็นของมีค่า, 2538 : 160-161)

เหมาะสมที่สุด อ้างถึง วิธี (ทับดอกไม้)

 

5.2 การเชื่อมโยงความด้วยการละ

การละ คือ การละไว้ในฐานที่เข้าใจ หรือการตัดข้อความที่ผู้ผูดกับผู้ฟังรู้ดีอยู่แล้วออก ทำให้เกิดช่องว่าที่มีความเชื่อมโยงกับข้อความที่มาข้างหน้า (สถาบันภาษาไทย, 2552 : 127)

ตัวอย่างที่ 1

สิ่งที่ทรงจำได้อีกในสมัยนั้นคือน้ำแข็งที่ได้เข้ามาถึงกรุงเทพฯ จากสิงคโปร์เป็นครั้งแรก นำความตื่นเต้นมาให้ทุกคน โดยเฉพาะเจ้านายเล็กๆ ที่มีคนต่อย*ให้เสวย

ข้อความที่ละคือ น้ำแข็ง

 

ตัวอย่างที่ 2

แม่ชอบดอกไม้มาก และอย่างยิ่งดอกไม้ภูเขา ถึงหน้าร้อนแม่ชอบไปดูและไปเก็บ*

ข้อความที่ละคือ ดอกไม้

 

ตัวอย่างที่ 3

เวลาอยู่กลางแดนนานๆ หรือไปเที่ยวที่ไหนที่คิดว่าจะต้องตากแดด แม่มักจะให้เราใส่หมวกกะโล่ กลัวว่าอาจไม่สบายได้เพราะยังไม่ชินกับแดดร้อนๆ ของเมืองไทย แต่เมื่อแรกๆ พระองค์เล็กจะโยนหมวกนั้นออกไปเสมอ ไม่ชอบเลย แหนนจึงคิดหาชฎาใบลานแบบที่ขายในงานวัดมา พระองค์เล็กก็ยอมใส่ได้นานกว่าหมวดกะโล่

ในไม่ช้าการเล่นในกองทรายนั้นจะรู้สึกว่าไม่สนุกนัก เพราะเมื่อเอาน้ำเทลงไปในทราย น้ำก็ซึมลงไปหมด จึงย้ายกันออกมาเล่นข้างนอก ขุดคลองในดิน นำน้ำมาใส่ให้มาไหลในคลองแล้ววิ่งไปเก็บกิ่งไม้ที่พุ่มไม้

นี่คือการสัมผัสครั้งแรกกับงานชลประทานและการปลูกป่า

แม่อนุญาตให้เล่นไฟด้วย เอาถังสังกะสีมาตั้งบนทางเดินคอนกรีตในที่โล่งๆ

แม่ให้*1เล่นน้ำด้วย ตอนแรกๆ *2เล่นในถังเงินซึ่งสมเด็จย่าทรงทำให้หลานๆ อาบน้ำในห้องน้ำ แต่ไม่สะดวกเพราะ*3หนักมากและดำเร็ว แม่จึงให้ทำถังไม้ทาสีใช้แทนเครื่องเล่นประกอบด้วยถ้วยชามตุ๊กตาและลูกมะพร้าวที่เขาใช้แล้ว

(เจ้านายเล็กๆ –ยุวกษัตริย์, 2549 : 107-113)

*1 ข้อความที่ละคือ เรา

*2 ข้อความที่ละคือ เรา

*3 ข้อความที่ละคือ ถังเงิน

 

ตัวอย่างที่ 4

ครอบครัว Adamsen เคยรับคนไทยหลายรุ่น ที่บ้านนี้แม่ไปพบสเก๊ตลูกล้อ (Roller skates) คู่หนึ่ง ซึ่งมีผู้บอกว่าเป็นของนายพจน์ สารสิน แม่ก็เอา*มาลองเล่น และก็หกล้มเลือดออกอีกหลายครั้ง

(เวลาเป็นของมีค่า, 2549 : 8)

ข้อความที่ละคือ สเก๊ตลูกล้อ

 

5.3 การเชื่อมโยงความด้วยการใช้คำเชื่อมสัมพันธสาร

คำเชื่อมสัมพันธสาร คือ คำที่ใช้เชื่อมระหว่างประโยคเพื่อให้ข้อความมีความต่อเนื่องและสัมพันธ์กัน (สถาบันภาษาไทย, 2552 : 129)

5.3.1 คำเชื่อมสัมพันธสารเชื่อมคำอธิบาย

คำเชื่อมสัมพันธสารเชื่อมคำอธิบาย ทำหน้าที่เชื่อมข้อความที่ขยายความหรืออธิบายข้อความที่มาข้างหน้าเพื่อทำให้กระจ่างชัดขึ้น เช่นคำว่า กล่าวคือ นั่นคือ อีกนัยหนึ่ง หรืออีกนัยหนึ่ง นั่นหมายความว่า (สถาบันภาษาไทย, 2552 : 129)

ตัวอย่างที่ 1

ตามพจนานุกรม งานอดิเรก คือ งานพิเศษที่ทำเพื่อความเพลิดเพลิน บางครั้งเป็นสิ่งยากที่จะบอกว่าอะไรเป็นงานอดิเรกสำหรับแม่

(เวลาเป็นของมีค่า, 2549 : 7)

 

ตัวอย่างที่ 2

รัฐบาลขอให้สมเด็จฯ อพยพไปนอกกรุงเทพฯ ทรงตัดสินพระทัยเสด็จไปที่ศรีราชา ซึ่งไม่ได้เสด็จไปนานแล้ว และทรงชวนพระขนิษฐา 2 พระองค์คือพระองค์เจ้าพวงสร้อยสอางค์ และพระองค์เจ้าประดิษฐาสารี

(พระราชธิดาในรัชกาลที่ 5,02524 : 147)

 

 

 

5.3.2 คำเชื่อมสัมพันธสารเชื่อมตัวอย่าง

คำเชื่อมสัมพันธสารเชื่อมตัวอย่าง ทำหน้าที่เชื่อมข้อความที่เป็นตัวอย่างหรืออุทาหรณ์ของข้อความที่มาข้างหน้า เช่นคำว่า เช่น ยกตัวอย่างเช่น ตัวอย่าง อาทิ (สถาบันภาษาไทย, 2552 : 130)

ตัวอย่างที่ 1

สำหรับบางคนงานอดิเรกนั้นเป็นการสะสมสิ่งของต่างๆ เช่น กล่องไม้ขีด พวกกุญแจ ของเก่า ฯลฯ

(เวลาเป็นของมีค่า, 2549 : 7)

 

ตัวอย่างที่ 2

แม่จึงชื่อสังวาลเฉยๆ ในการพูด หญิงไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่จะเรียกกันว่า “แม่” เช่น “แม่พลอย” ชายจะใช้คำว่า “พ่อ”

(แม่เล่าให้ฟัง, 2538 : 13)

 

5.3.3 คำเชื่อมสัมพันธสารเชื่อความขัดแย้ง

คำเชื่อมสัมพันธสารเชื่อความขัดแย้ง ทำหน้าที่เชื่อมข้อความที่แย้งข้อความที่มาข้างหน้า เช่นคำว่า แต่ แต่ทว่า อย่างไรก็ดี กระนั้น ก็ตาม ในทางตรงกันข้าม ในทางกลับกัน (สถาบันภาษาไทย, 2552 : 131)

ตัวอย่างที่ 1

อันที่จริงพระราชกฤษฎีกานี้ไดทรงยกเลิกเดือนเศษภายหลัง เพราะ “มิได้ให้คุณความสะดวก

สมพระราชประสงค์ แต่ตรงกันข้ามกลับเป็นเครื่องทำให้เปลืองเวลาและความคิดของข้าแผ่นดิน” ถึงอย่างไรก็ดีทางราชการก็ยังได้ใช้ต่อมาในราชกิจจานุเบกษา

(แม่เล่าให้ฟัง, 2538 ซ 12)

 

ตัวอย่างที่ 2

…ในวันนั้นก็ซื้อจานใหญ่มาใบหนึ่ง พร้อมทั้งอุปกรณ์เขียนครบชุด แม่เอารูปนางฟ้าโปรยดอกไม้ที่มีอยู่มาเป็นแบบโดยดัดแปลงและขยายให้เหมาะสมกับขนาดจาน แต่เมื่อเอาไปเผาที่ร้าน ปรากฏว่าจานนั้นแตก แม่คิดว่าเขาคงเผาด้วยอุณหภูมิสูงไป เขาซ่อมให้โดยติดกาว แต่แม่ก็ไม่พอใจนัก พอดีแม่ไปพบร้านใหม่ชื่อ Nicolet อยู่ที่ Galeries du Commerce แม่จึงไปซื้อถ้วยชามและสี และส่งของที่เขียนแล้วไปเผาที่ร้านนี้ แม่ไม่เคยกลับไปที่ร้านแรกอีกเลย

(เวลาเป็นของมีค่า, 2549 : 24)

 

 

 

 

5.3.4 คำเชื่อมสัมพันธสารเชื่อมความเพิ่ม

คำเชื่อมสัมพันธสารเชื่อมความเพิ่ม ทำหน้าที่เชื่อมข้อความที่เติมข้อมูลให้กับข้อความที่มาข้างหน้า เช่นคำว่า นอกจากนี้ นอกจากนั้น อีกทั้ง ยิ่งไปกว่านั้น นอกจากที่กล่าวมาแล้ว (สถาบันภาษาไทย, 2552 : 133)

ตัวอย่างที่ 1

นอกจากถ้วยชามที่เขียนไว้ใช้เองแล้ว แม่ยังได้เขียนของที่ตั้งใจจะให้ผู้หนึ่งผู้ใดโดยเฉพาะ

(เวลาเป็นของมีค่า, 2549 : 64)

 

ตัวอย่างที่ 2

เมื่อแม่คำถึงแก่กรรมแล้วป้าซ้วยรับจ้างมวนบุหรี่ นำยามาวางบนแผ่นกระดาษบางๆ ก่อน แล้วม้วนให้แน่น เอากระดาษออกและมวนด้วยใบตองอ่อนหรือกลีบบัว บางครั้งแม่ได้ช่วยตัดปลายบุหรี่ให้เรียบและเท่ากัน นอกนั้นป้าซ้วยก็ทำขนมขายบ้าง

(แม่เล่าให้ฟัง, 2538 : 18)

5.3.5 คำเชื่อมสัมพันธสารเชื่อมความลำดับเวลา

คำเชื่อมสัมพันธสารเชื่อมความลำดับเวลา ทำหน้าที่เชื่อมข้อความที่แสดงลำดับเวลาก่อนหลัง เช่นคำว่า แล้ว หลังจากนั้น ก่อนหน้านั้น ในที่สุด สุดท้าย หรือเชื่อมข้อความซึ่งแสดงเหตุการณ์ที่เกิดในเวลาไล่เลี่ยกันหรือเวลาเดียวกัน เช่นคำว่า ขณะเดียวกัน ขณะที่ เมื่อ เวลานั้น ขณะนั้น (สถาบันภาษาไทย, 2552 : 133)

ตัวอย่างที่ 1

ก่อนที่สมเด็จฯ เจ้าฟ้ามหิดลอดุลยเดชฯ กรมขนสงขลานครินทร์จะสิ้นพระชนม์ไป และได้สถาปนาเป็นกรมหลวงฯ หลังจากสิ้นพระชนม์แล้ว 2 เดือน แม่จึงเป็นหม่อมสังวาล มหิดล ณ อยุธยา

(เจ้านายเล็กๆ –ยุวกษัตริย์, 2549 :5)

 

ตัวอย่างที่ 2

แม่อยากจะเรียนการปั้นมานานแล้ว แต่ก็หาครูไมได้ ในที่สุดหลังจากที่ได้หามาหลายปีก็ได้พบคนหนึ่งชื่อ Wintsch

(เวลาเป็นของมีค่า, 2549 : 79)

 

5.3.6 คำเชื่อมสัมพันธสารเชื่อมความเป็นเหตุเป็นผล

คำเชื่อมสัมพันธสารเชื่อมความเป็นเหตุเป็นผล ทำหน้าที่เชื่อมข้อความที่เป็นเหตุเป็นผลของข้อความที่มาข้างหน้า เช่นคำว่า เนื่องด้วย ด้วยเหตุที่ว่า ใช้เชื่อมข้อความที่เป็นเหตุ (สถาบันภาษาไทย, 2552 : 134)

 

ตัวอย่างที่ 1

ส่วนดินที่แม่ใช้ที่เมืองไทย แม่ได้จากร้านเครื่องดินเผาหลายร้าน ดินนี้ถ้าทิ้งไว้นานๆ จะแห้งลง แต่ก็ไม่เสีย ดังนั้นเวลาปั้นองค์พระแม่จะคลุมพระเศียรด้วยถุงพลาสติกเล็กๆ

(เวลาเป็นของมีค่า, 2549 : 80)

 

ตัวอย่างที่ 2

ผู้ใหญ่ได้เล่าให้แม่ฟังว่าแม่เกิดที่นนทบุรี วันอาทิตย์ที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2443 ปีชวด ตรงกับ ค.ศ. 1900 ต่อไปข้าพเจ้าจะใช้ ค.ศ. ควบไปกับ พ.ศ. เพราะจะทำให้ทราบอายุแม่ได้อย่างรวดเร็ว

(แม่เล่าให้ฟัง, 2538 : 12)

จากการศึกษาการเชื่อมโยงความในสารคดีชีวประวัติของสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ พบว่าการเชื่อมโยงความมีความสำคัญต่องานเขียนอย่างมาก พระองค์ทรงใช้การเชื่อมโยงความที่หลากหลายเพื่อทำให้เนื้อหามีความสอดคล้องกัน ทำให้การเล่าเรื่องดำเนินไปอย่างเข้าใจได้ง่ายและรวดเร็ว ผู้อ่านก็จะรู้สึกเพลิดเพลินกับเนื้อหาที่ลื่นไหลและมีความต่อเนื่องกันกับการอ่านงานเขียนเรื่องนั้นๆ