กลวิธีการเขียนพระนิพนธ์ในสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอเจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์

กลวิธีการเขียน คือ กระบวนการและวิธีที่ผู้เขียนนำมาใช้ในการเขียนนำเสนอเรื่องราวต่างๆ แก่ผู้อ่าน งานเขียนส่วนใหญ่มีรูปแบบประกอบด้วยส่วนสำคัญ 3 ส่วนคือ ส่วนนำเรื่อง ส่วนเนื้อเรื่อง และส่วนปิดเรื่อง (มาลี บุญศิริพันธ์, 2535 : 37) งานเขียนสารคดีจะมีความน่าสนใจเพียงใดนั้นก็ขึ้นอยู่กับกลวิธีการเขียนทั้ง 3 ส่วนนี้ด้วย

จากการศึกษากลวิธีการนิพนธ์ของพระองค์ทั้ง 3 ส่วน คือ การเปิดเรื่อง การเสนอเรื่อง และการปิดเรื่อง มีรายละเอียดดังนี้

  1. การเปิดเรื่อง

การเปิดเรื่องหรือส่วนนำเรื่อง (Introduction) หรือความนำ (Lead) คือ การเปิดเรื่องเป็นส่วนเริ่มต้นของสารคดี ส่วนนำจะต้องทำหน้าที่ชักจูงและปลุกเร้าความสนใจให้ผู้อ่านต้องการติดตามอ่านต่อไปจนจบเรื่อง รวมถึงการทำหน้าที่บ่งบอกและระบุ สารคดีเรื่องนั้นเป็นเรื่องเกี่ยวกับอะไร (เกศินี จุฑาวิจิตร, 2525 : 270) สารคดีมีกลวิธีการเปิดเรื่องที่หลากหลาย ซึ่งมีผู้ศึกษาไว้ดังนี้

มาลี บุญศิริพันธ์ (2535, 41-51) ได้จำแนกวิธีเขียนความนำหรือการเปิดเรื่องว่ามี 10 วิธีดังนี้

  1. ความนำประเภทสรุป
  2. ความนำประเภทบรรยาย
  3. ความนำประเภทพรรณนาหรืออธิบาย
  4. ความนำประเภทคำพูด
  5. ความนำประเภทคำถาม
  6. ความนำแบบคุยกับผู้อ่านโดยตรง
  7. ความนำประเภทหยอกล้อ
  8. ความนำประเภทกระทบความรู้สึก
  9. ความนำประเภทไม่มีรูปแบบ
  10. ความนำประเภทคำกลอน สุภาษิต

ถวัลย์ มาศจรัส (2538, : 33-36) ได้กล่าวถึงวิธีเขียนเปิดเรื่องว่ามี 8 วิธีดังนี้

  1. เปิดเรื่องแบบสรุปเนื้อหา
  2. เปิดเรื่องด้วยเหตุการณ์สำคัญ
  3. เปิดเรื่องโดยยกสุภาษิต คำพังเพย กวีนิพนธ์หรือคำคม
  4. เปิดเรื่องโดยใช้ประโยคสำคัญ
  5. เปิดเรื่องโดยใช้คำถาม
  6. เปิดเรื่องโดยใช้ยกเหตุการณ์เปรียบเทียบ
  7. เปิดเรื่องด้วยการพรรณนา
  8. เปิดเรื่องแบบย้อนอดีต

ชะลอ รอดลอย (2544, : 39 – 43) ได้กล่าวถึงวิธีเขียนความนำหรือการเปิดเรื่องว่ามี 10 วิธีดังนี้

  1. ความนำที่เป็นข่าว
  2. ความนำแบบพรรณนา
  3. ความนำแบบสรุป
  4. ความนำที่เป็นคำถาม
  5. ความนำที่เป็นสุภาษิตหรือบทกวี
  6. ความนำแบบการให้คำจำกัดความ
  7. ความนำที่เป็นเรื่องเล่า
  8. ความนำแบบใช้อัญพจน์
  9. ความนำแบบเขียนถึงผู้อ่านโดยตรง
  10. ความนำด้วยการให้รายละเอียดอันน่าตื่นเต้น

งานพระนิพนธ์ของสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอเจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์มีลักษณะการเปิดเรื่อง 3 ประเภท 1) การเปิดเล่ม 2) การเปิดบท 3) การเปิดหัวข้อย่อย ในการเปิดหัวข้อย่อยนั้นจะมีเนื้อหาเชื่อมโยงกันโดยตลอด เพียงแต่นำหัวข้อย่อยมาแทรกเพื่อให้อ่านง่ายเท่านั้น ผู้ศึกษาไม่นำมาศึกษาการเปิดหัวข้อย่อย

จากการวิเคราะห์พบว่าพระนิพนธ์ในสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอเจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ จะพบการเปิดเรื่อง 2 วิธีดังนี้ การเปิดเรื่องแบบอธิบายและการเปิดเรื่องแบบตรงไปตรงมา ดังรายละเอียดต่อไปนี้

          1.1 การเปิดแบบอธิบาย

การเปิดแบบอธิบาย คือ การเกริ่นนำก่อนที่จะเข้าสู่เนื้อหา ผู้เขียนจะมีการอธิบายข้อมูลเบื้องต้นให้แก่ผู้อ่าน เช่น การอธิบายความหมายของคำ การอธิบายสาเหตุของการเขียน การอธิบายเกี่ยวกับพระบรมวงศานุวงศ์ จากการศึกษาการเปิดเล่มและเปิดบท พบการเปิดเรื่องแบบอธิบาย
ดังตัวอย่างต่อไปนี้

          ตัวอย่างที่ 1

“แม่เล่าให้ฟัง” เป็นประวัติของแม่ระหว่างปี พ.ศ. 2443 – 2481 (ค.ศ. 1900 – 1938) คือกล่าวถึงญาติของแม่ทั้งหมดทางพ่อและทางแม่และเล่าชีวิตตั้งแต่เกิดจนถึงได้รับพระราชทานยศเป็นสมเด็จพระราชชนนีฯ การที่เลือกระยะนี้เป็นเพราะเป็นเรื่องที่ไม่ทราบกันทั่วไป ถึงแม้ว่าจะมีผู้ที่เขียนไว้อย่างละเอียดพอสมควร ข้าพเจ้าจึงอยากจะให้มีฉบับที่ชัดและถูกต้องยิ่งขึ้น ด้วยเหตุว่า ข้าพเจ้าเป็นผู้เดียวที่มีโอกาสอยู่กับแม่อย่างใกล้ชิด และสามารถซักถามซ้ำไปซ้ำมา ข้าพเจ้าไม่ได้เขียนประวัติของแม่ในระยะต่อมา เพราะมีผู้ที่ทราบเท่าหรือดีกว่าข้าพเจ้า หรือสามารถซักถามผู้ที่เกี่ยวข้องซึ่งมีจำนวนมากมาย

(แม่เล่าให้ฟัง, 2549 : 2)

การเปิดเรื่องข้างต้นเป็นการเปิดเรื่องแบบอธิบาย พระองค์ทรงอธิบายถึงสาเหตุของการทรงพระนิพนธ์หนังสือเรื่อง แม่เล่าให้ฟัง ว่าการเลือกเขียนพระประวัติของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนีในระหว่างปี พ.ศ. 2443 – 2481 นั้น เพราะว่าเป็นเรื่องที่ไม่ทราบทั่วไป

 

          ตัวอย่างที่ 2

ก่อนสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว คนไทยยังไม่ได้ใช้นามสกุลกัน เมื่อชื่อเหมือนกันจะต้องระบุว่าเป็นลูกใครหรือมาจากที่ไหน พระราชบัญญัติขนานนามสกุลได้มีขึ้นในปี 2456 สำหรับเจ้านายนั้น ไม่มีปัญหามากนัก เพราะส่วนมากพระนามจะยาวและไม่เหมือนของใคร แต่สำหรับสตรีที่มามีสามีเป็นเจ้านั้น เมื่อยังไม่มีนามสกุลชี้ว่ามาเป็นสะใภ้ในราชสกุลใด จำเป็นต้องระบุว่าเป็นหม่อม (สำหรับหญิงสามัญ) หม่อมหลวง หม่อมราชวงศ์ (สำหรับหม่อมหลวง หม่อมราชวงศ์) ชายา (สำหรับหม่อมเจ้าหญิง) พระชายา (สำหรับพระองค์เจ้าหญิง) ใน… (พระนามของเจ้านายผู้สามี) เช่นเมื่อแม่ได้รับพระราชทานน้ำสังข์แล้วเป็นหม่อมสังวาล ในสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอเจ้าฟ้ามหิดลอดุลยเดชฯ กรมขุนสงขลานครินทร์ เพราะยังไม่ได้รับพระราชทานนามสกุล

(เจ้านายเล็กๆ – ยุวกษัตริย์, 2549 : 1)

การเปิดเรื่องข้างต้นเป็นการเปิดเรื่องแบบอธิบาย พระองค์ทรงอธิบายเรื่องการใช้นามสกุลของคนไทย ว่าสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว คนไทยยังไม่ได้ใช้นามสกุลกัน และได้พระราชบัญญัติขนานนามสกุลขึ้นในปี 2456 และสำหรับบุคคลในราชวงศ์จะไม่ค่อยมีปัญหามาก นอกจากนั้นได้อธิบายพระประวัติโดยย่อของบุคคลที่เกี่ยวข้องกับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช

 

          1.2 การเปิดแบบตรงไปตรงมา

การเปิดแบบตรงไปตรงมา คือ การเปิดเรื่องแบบกระชับไม่เยิ่นเย้อ ไม่มีการเกริ่นนำก่อน จะเปิดเรื่องไปพร้อมกับการนำเสนอเนื้อหา การเปิดเรื่องลักษณะนี้จะทำให้ผู้อ่านทราบเนื้อหาได้รวดเร็วยิ่งขึ้น จากการศึกษาการเปิดเล่มและเปิดบท พบการเปิดเรื่องแบบตรงไปตรงมา ดังตัวอย่างต่อไปนี้

          ตัวอย่างที่ 1

เมื่อปี พ.ศ. 2522 พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวาปีบุษบากร มีพระประสงค์จะพิมพ์เรื่องเทศน์ของสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (เจริญ ญาณวรเถระ) วัดเทพศิริทราวาส ที่ได้ทรงบันทึกไว้ ตั้งพระทัยว่าจะให้เป็นหนังสือแจกในงานพระราชทานเพลิงพระศพของพระองค์เมื่อสิ้นพระชนม์ไปแล้ว ทรงเล่าว่า เมื่อได้ทรงฟังการเทศน์ของสมเด็จพระพุทธโฆษจารย์ฯ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 1484 ได้ทรงฟังไปด้วยจดไปด้วย สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ฯ เห็นเข้าได้ทูลว่าไม่ควรทรงทำเช่นนี้ ควรทรงฟังให้เข้าพระทัยอย่างดี และเมื่อเสร็จแล้วจึงจะทรงเขียน เสด็จพระองค์วาปีฯ ก็ทรงปฏิบัติตาม ทรงฟังเทศน์อย่างดี และภายหลังจะเป็นในวันนั้นหรือ 2-3 วันภายหลัง ได้เขียนเรื่องเทศน์เท่าที่ทรงเข้าพระทัยและทรงจำได้ รับสั่งว่าคำที่เป็นภาษาบาลีนั้น ไม่ทรงสามารถเขียนได้ถูกต้อง แล้วก็ทรงนำบันทึกที่ทรงไว้นี้ไปให้สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ฯ แก้

(พระราชธิดาในรัชกาลที่ 5, 2524 : 11)

การเปิดเรื่องข้างต้นนั้นเป็นการเปิดบทแบบตรงไปตรงมาโดยไม่มีการเกริ่นนำ พระองค์ทรงเปิดบทไปพร้อมกับการนำเสนอเนื้อหา โดยวิธีนี้จะไม่ได้แยกส่วนของการเปิดเรื่องกับส่วนของเนื้อหาออกจากกันให้เห็นชัดเจนผู้อ่านจะรู้สึกว่าเป็นส่วนเดียวกับเนื้อหา โดยเนื้อหาในบทนี้จะเป็นเรื่อง
การกำเนิดหนังสือ พระราชธิดาในรัชกาลที่ 5

 

          ตัวอย่างที่ 2

ปี 2477 เป็นปีที่นำการเปลี่ยนแปลงอย่างใหญ่หลวงมาในชีวิตของครอบครัวมหิดลหรือถ้าพูดให้ถูกต้องคือ ราชสกุลมหิดล และนำความทุกข์ความกังวลมายังผู้ที่เจ้านายเล็กๆ ในราชสกุลนี้เคารพรักที่สุดคือ สมเด็จย่าและแม่

(เจ้านายเล็กๆ – ยุวกษัตริย์, 2549 : 213)

การเปิดเรื่องข้างต้นนั้นเป็นการเปิดบทแบบตรงไปตรงมาโดยไม่มีการเกริ่นนำ พระองค์ทรงเปิดบทไปพร้อมกับการนำเสนอเนื้อหา การเปิดเรื่องโดยวิธีนี้จะไม่ได้แยกส่วนของการเปิดเรื่องกับส่วนของเนื้อหาออกจากกันให้เห็นชัดเจนผู้อ่านจะรู้สึกว่าเป็นส่วนเดียวกับเนื้อหา โดยเนื้อหาในบทนี้จะเกี่ยวกับการขึ้นครองราชย์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล

 

          ตัวอย่างที่ 3

แม่อยากจะเรียนการปั้นมานานแล้ว แต่ก็หาครูไม่ได้ในที่สุดหลังจากที่ได้มาหลายปี ก็ได้พบคนหนึ่งชื่อ Wintsch แม่เรียนสัปดาห์ละ 2 ชั่วโมง กับครูคนนี้แม่ได้ปั้นของหลายชิ้น เช่น รูปปีระมิด ใบองุ่น กวาง ผู้หญิง นักดนตรี ชามเล็กๆ ที่เขี่ยบุหรี่ พาน แจกัน และได้หัดทำแม่พิมพ์ด้วย การทำแม่พิมพ์นั้นจะต้องปั้นแบบของสิ่งของนั้นไว้ให้ดีก่อน ทำ “กำแพง” ดินปั้นล้อมรอบ แล้วเอาปูนปลาสเตอร์เทลงไประหว่างสิ่งของนั้นแหละ “กำแพง” เมื่อปูนแห้งแล้วค่อยๆ แกะออกด้วยความระมัดระวังแบบที่ปั้นเป็นตัวอย่างจะใช้ต่อไปไม่ได้ เพราะจะมีเศษปูนติดอยู่บ้าง ซึ่งจะทำให้แตกเมื่อนำไปเผา

(เวลาเป็นของมีค่า, 2538 : 79)

 

การเปิดเรื่องข้างต้นนั้นเป็นการเปิดบทแบบโดยไม่มีการเกริ่นนำก่อน พระองค์ทรงเปิดบทไปพร้อมกับการนำเสนอเนื้อหา การเปิดเรื่องโดยวิธีนี้จะไม่ได้แยกส่วนของการเปิดเรื่องกับส่วนของเนื้อหาออกจากกันให้เห็นชัดเจนผู้อ่านจะรู้สึกว่าเป็นส่วนเดียวกับเนื้อหา โดยเนื้อหาในบทนี้จะเกี่ยวกับงานปั้นของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี

จากการศึกษาการเปิดเล่ม เปิดบทพบว่า ส่วนใหญ่สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอเจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ทรงใช้วิธีการเปิดเรื่องแบบตรงไปตรงมา เนื่องจากวิธีเปิดเรื่องแบบตรงไปตรงมานั้นเป็นวิธีที่นำเข้าสู่เรื่องได้อย่างรวดเร็ว โดยที่ไม่ต้องมีการเกริ่นนำเรื่องก่อนให้เยิ่นเย้อ นับว่าเป็นวิธีหนึ่งที่ทำให้ผู้อ่านสามารถเข้าถึงเนื้อเรื่องได้อย่างรวดเร็ว

 

  1. การเสนอเรื่อง

การเสนอเรื่อง คือ การนำเสนอส่วนเนื้อหาอันเป็นสาระสำคัญของเรื่องนับเป็นส่วนประกอบที่สำคัญที่สุด เพราะเป็นส่วนที่ให้ข้อมูลความรู้ เนื้อเรื่องอาจจะสั้นหรือยาวขึ้นอยู่กับขอบข่ายของเนื้อหาสาระตามจุดมุ่งหมายของผู้เขียน ที่สำคัญคือส่วนเนื้อเรื่องนี้เมื่อผู้อ่านอ่านจบแล้วควรจะได้สารประโยชน์ครบถ้วนตามจุดมุ่งหมายของผู้เขียน และการเสนอเนื้อเรื่องของผู้เขียนก็ควรมีลักษณะที่ช่วยผู้อ่านให้เข้าใจและเข้าถึงสาระประโยชน์ได้เป็นอย่างดี (สมพร จารุนัฐ, 2541 : 80) ดังนั้น
การนำเสนอเรื่องผู้เขียนจะต้องอาศัยกลวิธีในการนำเสนอที่หลากหลายให้น่าสนใจ เพื่อให้ผู้อ่านเพลิดเพลินและได้รับความรู้ที่ถูกต้อง การเสนอเรื่องครั้งนี้ผู้วิจัยแบ่งการศึกษาออกเป็น 2 หัวข้อ คือ กลวิธีการเล่าเรื่องและกลวิธีการเสนอเรื่องให้น่าสนใจ ดังรายละเอียดต่อไปนี้

 

          2.1 วิธีการเล่าเรื่อง

การเล่าเรื่องเป็นสิ่งสำคัญของการเสนอเรื่อง เพราะถ้าผู้เขียนลำดับการเล่าเรื่องไม่ดีก็อาจจะทำให้เรื่องที่อ่านนั้นไม่สนุกหรือไม่เข้าใจ เกิดความสับสนกับข้อมูลที่ผู้เขียนต้องการนำเสนอ การเล่าเรื่องนั้นผู้เขียนอาจมีวิธีการเล่าเรื่องหลากหลายต่างกันไป เช่น เล่าเรื่องลำดับตามความสำคัญหรือความน่าสนใจของเรื่อง หรือเล่าเรื่องตามลำดับตามเหตุการณ์หรือเวลาที่เกิดขึ้น สำหรับพระนิพนธ์สารคดีชีวประวัติของสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ทั้ง 4 เรื่องที่นำมาศึกษานั้น ผู้ศึกษาพบว่าพระองค์ทรงใช้วิธการเล่าเรื่องแบบตามลำดับเวลา โดยจะระบุวัน เดือน ปี ทั้งพุทธศักราชและคริสตศักราชของเหตุการณ์ที่เล่าไว้ตลอดทั้งเรื่อง โดยเฉพาะเรื่องแม่เล่าให้ฟัง หากไม่ได้ระบุวัน เดือน ปีที่ชัดเจน พระองค์ก็จะมีข้อความที่แสดงให้รู้ว่าเรื่องราวที่อ่านนั้นเป็นเรื่องราวที่เรียงลำดับตามวัน เวลา ผู้ศึกษาขอยกตัวอย่างตามลำดับเวลาต่อไปนี้

 

          ตัวอย่างที่ 1

ในปี พ.ศ. 2461 (ค.ศ. 1918) นั้น ทูลหม่อมฯ ประทับอยู่เมืองบอสตัน และทรงศึกษาอยู่ที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ทูลหม่อมฯ สนพระทัยในการเรียนการอยู่ของนักเรียนไทยทุกคน ทรงเป็นเหมือนผู้ดูแลนักเรียนอีกคนหนึ่ง ด้วยเหตุนี้จึงเสด็จไปรับนักเรียน 8 คนที่มาใหม่พร้อมทั้งนักเรียนหญิงอีก 2 คน จากคณะที่เดินทางมาก่อน นักเรียนได้ขึ้นรถไฟจากซานฟราสซิสโกวันที่ 7 กันยายนและมาถึงเมืองบอสตัน วันที่ 21 กันยายน ในจำนวนนักเรียน 8 คนนี้มีหลวงถวิลเศรษฐพณิชยการด้วย หลวงถวิลฯ และหลวงสุขุมนัยประดิษฐ์ ซึ่งในระยะนั้นพักอยู่ที่แฟลตของทูลหม่อมฯ ได้เขียนถึงเหตุการณ์ของคืนวันที่ 31 กันยายน พ.ศ. 2461 (ค.ศ. 1918) ทั้งสองคน ในคืนวันนั้นที่สถานีบอสตัน ทูลหม่อมฯ และแม่ได้พบกันครั้งแรก

(แม่เล่าให้ฟัง, 2549 : 47-48)

 

ข้อความข้างต้นพระองค์ทรงได้เล่าเรื่องตามลำดับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยสังเกตได้จากวัน เดือน ปี ที่พระองค์ทรงระบุไว้ในเนื้อเรื่องว่าเหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นวันใดบ้าง

 

          ตัวอย่างที่ 2

เมื่อเสด็จกลับมาประทับที่กรุงเทพฯ แล้ว พ.ศ. 2488 ได้เสด็จทรงฟังเทศน์ที่วัดเทพศิรินทร์ฯ พร้อมกับหม่อมเจ้าสุรางค์ศรีโสภางค์ พระธิดาของพระองค์เจ้าชายศรีเสาวภางค์ ซึ่งเป็นพระอนุชาองค์หนึ่งของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและพระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าวัลลภาเทวี (พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในรัชกาลที่ 6 ทรงสถาปนาเมื่อทรงหมั้น) เมื่อสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ฯ มรณภาพไปเมื่อ พ.ศ. 2494 เสด็จฯ ก็ยังเสด็จไปฟังเทศน์ที่วัดเทพศิรินทร์ฯ โดยมีเจ้าอาวาสเป็นผู้เทศน์ คือ พระศาสนโสภณ (เลื่อม) และเจ้าอาวาสองค์ต่อไปพระศาสนโสภณ (นิรันดร์)

หลัง พ.ศ. 2514 ไม่ได้เสด็จฟังเทศน์ที่วัดเทพศิรินทร์ฯ เพราะไม่ทรงแข็งแรงอย่างเดิม ประชวรมากบ้าง น้อยบ้างมาเรื่อยๆ แต่ดังที่กล่าวมาแล้ว เจ้าคุณธรรมธัชมุนีวัดเทพศิรินทร์ฯ เห็นทรงหายไปไมได้เสด็จมาที่วัด จึงมาเฝ้าเยี่ยมที่วัง (พร้อมกับผู้ช่วยเจ้าอาวาสเจ้าคุณธรรมโสภณ) และคุยธรรมะถวายเป็นบางเวลา

(พระราชธิดาในรัชกาลที่ 5, 2524 : 148)

 

ข้อความข้างต้นพระองค์ทรงกล่าวถึงการฟังเทศน์ของพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวาปีบุษบากร โดยพระองค์ทรงเล่าเหตุการณ์การฟังเทศน์อย่างเป็นลำดับเวลา โดยเริ่มตั้งแต่ พ.ศ. 2488 จนถึง 2514

          ตัวอย่างที่ 3

เมื่อแม่มาถึงโลซานน์ในปี พ.ศ. 2476 แม่เริ่มเรียนภาษาฝรั่งเศสกับครูพิเศษ แม่เคยตั้งต้นเรียนมาแล้วเมื่อยู่ที่อเมริกาและที่อังกฤษ แต่ลืมเกือบหมดเพราะเรียนมาน้อย หลังจากเรียนมา 2-3 ปีแล้วนึกอยากจะเรียนวาดเขียนด้วย เมื่อหาครูได้แล้วเมื่อเดือนเมษายน 2479 แม่ก็เรียนสัปดาห์ละ 2 ครั้ง ครั้งละ 2 ชั่วโมง แม่วาดรูปดอกไม้ ต้นไม้ ถ้วยชามเครื่องใช้สวยๆ และช้างไม้ที่ส่งมาจากเมืองไทย การที่ไม่อยากวาดรูปเป็นเพราะว่า เมื่อเรียนที่เมืองไทยทุกครั้งครูเพียงแต่เก็บใบไม้มาให้นักเรียนวาดแล้วลงสี ไม่เคยให้วาดอะไรอื่นเลย เมื่อเรียนที่อเมริกาก็ไม่ได้เรียนวาดเขียน สิ่งที่แม่พอใจคือครูได้สอนให้วัดสัดส่วนของสิ่งของที่วาดโดยหลับตาข้างหนึ่ง และยกดินสอวัด แต่เมื่อเรียนไปแล้ว 3-4 เดือนก็ถึงเวลาหยุดหน้าร้อน ซึ่งเป็นเวลาที่พักผ่อนที่ภูเขา แม่กลับมาก็ไม่ได้เรียนต่อเพราะรู้สึกเบื่อ

(เวลาเป็นของมีค่า, 2538 : 23)

 

ข้อความข้างต้นพระองค์ได้กล่าวถึงสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชนนี โดยพระองค์ทรงใช้วิธีการเล่าเรื่องตามลำดับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ซึ่งดูได้จากปี พ.ศ. ที่พระองค์ทรงกล่าวถึง

 

          ตัวอย่างที่ 4

หลังพระราชพิธีบรมราชาภิเษกพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 7 ในวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2468 และพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวในวันที่ 24 มีนาคม 2468 อีกเดือนกว่าๆ (วันที่ 23 เมษายน 2469) ยังประทับอยู่กรุงเทพฯ เพราะได้เสด็จร่วมโต๊ะเสวยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทูลหม่อมฯ ได้เสด็จไปที่ชองโซเลย์ แล้วทูลหม่อมฯ ก็ทรงพาแม่ไปเที่ยวตามที่ที่ลือชื่อหลายแห่งในสวิตเซอร์แลนด์และประเทศอื่นๆ โดยที่ยังทิ้งเด็กๆ ไว้ที่
ชองโซเลย์

ที่กรุงเทพฯ ทูลหม่อมคงทรงได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ไปประทับที่สหรัฐอเมริกา เพราะหลังจากที่ทั้งครอบครัวได้ไปอยู่ที่ปารีสอีกระยะหนึ่ง ทูลหม่อมฯ ก็เสด็จไปล่วงหน้าเพื่อหาที่พักสำหรับครอบครัว เดือนกันยายนเราได้ลงเรือที่เมืองมาร์เซย์ทางตอนใต้ของประเทศฝรั่งเศสไปเมืองบอสตันสหรัฐอเมริกา

(เจ้านายเล็กๆ ยุวกษัตริย์, 2549 : 30)

ข้อความข้างต้นพระองค์ทรงกล่าวถึงสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรมพระบรมราชชนก เกี่ยวกับการเดินทางไปยังที่ต่างๆ โดยทรงเล่าการเดินทางของพระองค์อย่างเป็นลำดับเวลา ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ มีนาคม เมษายน จนถึงกันยายน

          2.2 การเสนอเรื่องให้น่าสนใจ

เนื้อเรื่องเป็นส่วนสำคัญในงานเขียน เรื่องบางเรื่องอาจจะมีความน่าสนใจไม่มากนัก แต่ถ้าผู้เขียนมีกลวิธีในการนำเสนอเรื่องได้ดีก็จะทำให้ผู้อ่านสนใจงานเขียนเรื่องนั้น เช่น การนำเสนอด้วยรูปภาพ แผนภูมิ แผนที่ เพื่อให้ผู้อ่านเข้าใจ ประทับใจ และเกิดจินตนาการ ในทางตรงกันข้ามถ้าเรื่องบางเรื่องมีเนื้อหาที่ดี แต่ผู้เขียนไม่มีวิธีการเสนอเรื่องที่หลากหลาย ผู้อ่านอาจไม่สนใจ

จากการศึกษาพระนิพนธ์สารคดีชีวประวัติของสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอเจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ พบว่าพระองค์ทรงมีกลวิธีการเสนอเรื่องให้น่าสนใจดังต่อไปนี้

2.2.1 การใช้แผนผังและแผนที่ จะช่วยให้ผู้อ่านเข้าใจมากขึ้น สามารถติดตามเนื้อหาได้อย่างรวดเร็ว สำหรับการใช้แผนที่จะช่วยให้ผู้อ่านที่ไม่มีความรู้เกี่ยวกับสถานที่นั้นๆ เข้าใจเนื้อเรื่องและเห็นภาพชัดเจนมากยิ่งขึ้น

2.2.2 การอ้างอิงข้อมูล คือ การรวบรวมข้อมูลจากแหล่งความรู้ต่างๆ มาประกอบในการเล่าเรื่อง การอ้างอิงข้อมูลนับว่าเป็นวิธีหนึ่งในการนำเสนอเรื่อง การอ้างอิงข้อมูลนั้นจะช่วยให้งานเขียนมีความน่าเชื่อถือมากยิ่งขึ้น จากการศึกษาพบการอ้างอิงข้อมูล 2 ประเภท คือ การอ้างอิงโดยนำข้อความมากล่าวถึง และการอ้างอิงโดยนำเอกสารจริงมาประกอบ ดังต่อไปนี้

1) การอ้างอิงโดยนำข้อความมากล่าวถึง สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอเจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ทรงนำข้อความจากเอกสารต่างๆ เช่า จดหมาย หนังสือราชการ พระราชนิพนธ์ มากล่าวถึงในเนื้อหาที่ทรงพระนิพนธ์ ดังตัวอย่างต่อไปนี้

 

ตัวอย่างที่ 1 จดหมายของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชะนีที่มีถึงสมเด็จพระพันวัสสาฯ

“…ในจดหมายลงวันที่ 24 พฤศจิกายน 2479 แม่เล่าถวายสมเด็จพระพันวัสสาฯ ว่า ชอบเล่นรถยนต์เล็กๆ แข่งกัน ผู้ใหญ่ก็เข้ามาเล่นด้วย “…เล็กเวลาไม่ชนะออกจะโกรธเสมอต้องพยายามอธิบายกันใหญ่โตถึงการเล่นว่าต้องมีแพ้และชนะบ้าง” แม่บอกว่าสมเด็จพระพันวัสสาฯ พอพระทัย รับสั่งว่า “เหมือนย่า” แม่เขียนต่อไปว่า “นันทดีมาก ถ้าไม่ชนะก็ไม่ว่าอะไร นันทปีนี้รู้สึกดีขึ้นมากทำท่าเป็นเด็กโต”

(เจ้านายเล็กๆ ยุวกษัตริย์, 2549 : 400)

จากข้อความข้างต้น พระองค์อ้างอิงถึงความในจดหมายที่สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีเขียนถึงสมเด็จพระพันวัสสาฯ การนำข้อความในจดหมายมาอ้างอิงนั้นทำให้ข้อมูลมีน้ำหนักน่าสนใจเหมือนผู้อ่านได้ใกล้ชิดกับเหตุการณ์ด้วย

 

ตัวอย่างที่ 2 พระราชนิพนธ์พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เรื่อง “ธรรมเนียมราชตระกูลในกรุงสยาม”

หน้า 38 “คำที่เรียกว่า ต่างกรม แลเมื่อเจ้าเป็นกรมไร คนเรียกชื่อกรมนั้นไม่ได้ออกพระนามเดิมของเจ้า เรียกชื่อกรมทีเดียวเหมือนดังทุกวันนี้ ที่เรียกกรมหมื่นนเรศน์ราชวรฤทธิ คำที่เรียกดังนี้ คนไทยเองก็แทบจะไม่เข้าใจว่าต้นเหตุเป็นอย่างไร ชื่อเจ้าจึงเหมือนกับชื่อเจ้ากรมของตัวเอง เพราะเหมือนหนึ่งกรมนเรศร์ ดังนี้ เจ้ากรมก็เป็นหมื่นนเรสร์ราชวรฤทธิ คนไทยที่สงสัยดังนี้ เพราะไม่เอาใจใส่ที่จะอ่านและคิดเลย เป็นการเข้าใจง่ายทีเดียว

(พระราชธิดาในรัชกาลที่ 5, 2524 : 41)

 

จากข้อความข้างต้น พระองค์ทรงนำพระราชนิพนธ์ เรื่อง ธรรมเนียมราชตระกูลในกรุงสยามของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มาอ้างอิงในงานเขียน นอกจากเนื้อความที่ทรงนำมาอ้างอิงแล้ว พระองค์ทรงอ้างอิงถึงเลขหน้าที่นำมาด้วย การอ้างอิงถึง
เลขหน้าด้วยนั้นเพื่อต้องการให้ผู้อ่านสามารถที่จะไปค้นคว้าหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ และยังช่วยสร้างความน่าเชื่อถือของข้อมูลได้ด้วย

 

2) การอ้างอิงโดยนำเอกสารจริงมาประกอบ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอเจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ทรงนำเอกสารฉบับจริงต่างๆ มาประกอบในเนื้อหา เช่น บันทึกด้วยลายมือผู้เขียน ไปรษณียบัตร สูติบัตร

 

2.2.3 การแทรกเนื้อหาที่น่าประทับใจ การนำเสนอเนื้อเรื่องให้น่าสนใจคงไม่เพียงพอแต่นำเสนอเรื่องราวชีวิตทั่วๆ ไปเท่านั้น เพราะบางครั้งอาจทำให้ผู้อื่นรู้สึกเบื่อหน่ายกับเรื่องราวที่อ่าน ดังนั้นการแทรกเนื้อหาที่น่าประทับใจในเนื้อเรื่อง เช่น พฤติกรรมของบุคคล อุปนิสัย หรือการสร้างอารมณ์ขัน เป็นวิธีหนึ่งที่ช่วยสร้างเนื้อเรื่องให้น่าสนใจมากยิ่งขึ้น การนำเรื่องราวชีวิตบางมุมที่สนุกสนานมาแทรกในการนำเสนอนั้นจะช่วยเพิ่มความน่าสนใจในเนื้อเรื่องให้กับผู้อ่านได้เป็นอย่างดี จากการศึกษาพบการแทรกเนื้อหาที่น่าประทับใจ ดังต่อไปนี้

 

          ตัวอย่างที่ 1

แม่เล่าว่า พระองค์เล็ก ถึงแม้ว่าจะยังเดินไม่ได้ ก็มีวิธีขององค์เองในการข้ามถนนหน้าบ้านที่เป็นกรวดแหลมๆ ท่านจะโก้งโค้ง เอามือและเท้าแตะพื้น และเดินสี่เท้าแบบนี้ไปแทนที่จะคลานให้เจ็บเข่า

(เจ้านายเล็กๆ ยุวกษัตริย์, 2549 : 82)

 

จากข้อความข้างต้นพระองค์ทรงเล่าถึงเรื่องของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชตอนพระเยาว์ ที่ทรงทำกริยาที่น่าขันโดยการทำท่าโก้งโค้ง เอามือเท้าแตะพื้น และเดินสี่เท้า พระองค์ทรงนำเรื่องนี้มาแทรกในเนื้อหาเพื่อสร้างความประทับใจให้แก่ผู้อ่าน

          ตัวอย่างที่ 2

เมื่อเรียนพยาบาลอยู่ มีเพื่อนเรียนคนหนึ่งชื่อเนื่อง จินตดุล ซึ่งข้าพเจ้าจะกล่าวถึงอีกภายหลัง แม่เนื่องอายุมากกว่าแม่รอบกว่า เวลานั้นแม่ชอบแกล้งแม่เนื่องอยู่บ่อยๆ โดยมากแม่เนื่องนั่งข้างหลังแม่ ครั้งหนึ่งแม่หันไปหยิบขวดหมึกของแม่เนื่องออกไปเสีย แม่เนื่องก็จิ้มปากกาลงบนโต๊ะ วันหนึ่ง แม่หลอกแม่เนื่องไปที่ก๊อกน้ำในสวนแล้วไขน้ำรดขา อีกครั้งหนึ่งแม่เอากระดาษม้วนๆ มาพันตัวแม่เนื่องเป็นสไบ ครูมาเห็นเข้าแทนที่จะดุแม่ดุเอาแม่เนื่อง ถึงอย่างไรก็ดีแม่รักแม่เนื่อง และช่วยลอกตำราให้บ่อยๆ เพราะแม่เนื่องเขียนไม่ค่อยทัน

(แม่เล่าให้ฟัง, 2549 : 29)

 

จากข้อความข้างต้นผู้นิพนธ์พระองค์ทรงเล่าเรื่องราวสมัยเรียนพยาบาลของสมเด็จพระศรี
นครินทราบรมราชชนนี ที่พระองค์ทรงมีพระอารมณ์ขันแกล้งคุณเนื่อง จินตดุล ซึ่งเป็นเพื่อนที่เรียนพยาบาลด้วยกัน พระองค์ทรงนำเรื่องนี้มาแทรกในเนื้อหาเพื่อสร้างอารมณ์ร่วมและความประทับใจให้แก่ผู้อ่าน

 

2.2.4 การแทรกบทสนทนา การแทรกบทสนทนาเป็นอีกกลวิธีหนึ่งที่ช่วยสร้างความน่าสนใจให้แก่สารคดีชีวประวัติ การนำเสนอเนื้อหาด้วยการบรรยายอย่างเดียวนั้นอาจทำให้ขาดสีสัน และเรียบง่ายเกินไป ดังนั้นการแทรกบทสนทนาจะช่วยสร้างอารมณ์ร่วมให้แก่ผู้อ่าน ทำให้
สารคดีชีวประวัติน่าสนใจยิ่งขึ้น จากการศึกษาพบการแทรกบทสนทนาดังต่อไปนี้

 

          ตัวอย่างที่ 1

ครั้งหนึ่ง หลังจากที่พระองค์ชายไปรังแกคนเข้าอีกแล้ว แม่ก็พูดว่า “ถ้าทำอย่างนี้เห็นจะอยู่กับคนอื่นไม่ได้ ถ้าอยู่กับคนต้องไปไปผลักเขาตีเขา ไปอยู่ป่าเห็นจะดีกว่า” พระองค์ชายก็บอกว่า “ดีซิ” แม่พูดต่อไปว่า “ในป่ามีเสือนะ” พระองค์ชายเลยตอบว่า “ถ้าเช่นนั้นอยู่กับคนเห็นจะดีกว่า”

(เจ้านายเล็กๆ – ยุวกษัตริย์, 2549 : 89)

 

จากข้อความข้างต้นผู้นิพนธ์ได้นำบทสนทนาระหว่างสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีกับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล ทรงสนทนากันเรื่องการไปรังแกผู้อื่นของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดลในสมัยวัยเยาว์ โดยสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีทรงอธิบายด้วยเหตุด้วยผลแทนการลงโทษ

 

          ตัวอย่างที่ 2

ระหว่างที่อยู่ที่วังสระปทุมนั้นมีเหตุการณ์ที่แปลกเกิดขึ้น ในเวลานั้นพี่เลี้ยงชาวอังกฤษยังอยู่ ค่ำวันหนึ่ง ขณะที่ข้าพเจ้านอนอยู่ในเตียงเด็กซึ่งอยู่ข้างเตียงผู้ใหญ่ในมุ้งหลังใหญ่ แม่เดินเข้ามาและเห็นผู้ชายคนหนึ่งนอนอยู่บนเตียงข้างๆ เตียงของข้าพเจ้า แม่รีบไปตามทูลหม่อมพ่อที่ห้องบรรทมซึ่งอยู่ห่างออกไป และฉวยขวดโอดีโคโลญใหญ่ขวดหนึ่งเดินตามทูลหม่อมพ่อเข้าไปในห้อง แม่เล่าว่าได้คิดทันทีว่าจะเอาไปเป็นอาวุธ ถ้าจำเป็นจะใช้ตีหัวผู้ชายคนนั้นและเมื่อขวดแตกแล้วน้ำโอดีโคโลญจะไหลเข้าตาทำให้แสบตา แต่เมื่อทูลหม่อมพ่อไปจับแขนผู้ชายคนนั้นก็ยอมออกไปโดยดี ปรากฏว่าเป็นคนเสียสติที่แอบขึ้นไปได้ เมื่อถามพี่เลี้ยงซึ่งอยู่ในห้องข้างๆ ว่าไม่เห็นผู้ชายคนนี้หรือ เขาตอบว่าเห็นเหมือนกันแต่นึกว่าเป็นทูลหม่อมพ่อ

(แม่เล่าให้ฟัง, 2549 : 152 – 154)

 

จากข้อความข้างต้นพระองค์ได้นำบทสนทนาระหว่างสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนีกับพี่เลี้ยงชาวอังกฤษ ที่สนทนากันเรื่องมีคนเสียสติแอบขึ้นไปบนห้องบรรทมของสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์

 

2.2.5 การแทรกภาพถ่าย กลวิธีการนำเสนอที่น่าสนใจมากอีกวิธีหนึ่ง คือ
การแทรกรูปภาพระหว่างการเล่าเรื่อง เพราะภาพเพียงหนึ่งภาพสามารถแทนคำพูดได้ พระนิพนธ์สารคดีชีวประวัติดังกล่าวนี้ เป็นพระนิพนธ์ที่มีรูปภาพแทรกอยู่จำนวนมากโดยเป็นภาพบุคคล ภาพสิ่งของที่ประดิษฐ์หรือภาพสถานที่ที่มีความสำคัญ ภาพส่วนใหญ่หาดูได้ยากเพราะเป็นภาพส่วนพระองค์ที่ได้ถ่ายไว้ และไม่ได้เผยแพร่ทั่วไป นับว่ามีคุณค่าอย่างมาก การที่นำภาพมาแทรกระหว่างการเล่าเรื่องนั้นเป็นกลวิธีที่ทำให้เรื่องดำเนินไปอย่างน่าสนใจ ไม่น่าเบื่อ จากการศึกษาพบภาพถ่ายในสารคดีชีวประวัติเป็นจำนวนมาก

 

  1. การปิดเรื่อง

การปิดเรื่อง หรือส่วนจบ หรือความจบ คือ การปิดเรื่องสารคดีที่เขียนมาทั้งหมด ซึ่งควรจะเป็นตอนที่สร้างความประทับใจสุดท้ายให้กับผู้อ่าน (ธัญญา สังขพันธานนท์, 2548 : 111) ถึงแม้จะเป็นส่วนสุดท้ายของเรื่องแต่ก็นับว่ามีความสำคัญไม่น้อยไปกว่าการเปิดเรื่องและการเสนอเรื่อง ดังนั้นผู้เขียนอาจใช้กลวีการปิดเรื่องที่แตกต่างกันเพื่อสร้างความประทับใจให้แก่ผู้อ่านในการเขียนสารคดีนั้นมีกลวิธีปิดเรื่องที่หลากหลาย ซึ่งมีผู้ศึกษาไว้หลายท่าน ดังนี้

 

มาลี บุญศิริพันธ์ (2535 : 58 – 59) ได้กล่าวถึงวิธีการเขียนส่วนปิดเรื่องหรือส่วนจบว่ามี 4 วิธีดังนี้

  1. การจบแบบสรุปความ
  2. การจบแบบคาดไม่ถึง
  3. การจบแบบคลี่คลายประเด็น
  4. การจบแบบให้คิดต่อ

ถวัลย์ มาศจรัส (2538 : 37 – 38) ได้กล่าวถึงวิธีการเปิดเรื่องซึ่งเป็นส่วนสรุปว่ามี 4 วิธี ดังนี้

  1. การสรุปให้เห็นความสำคัญของเนื้อเรื่องที่นำเสนอ
  2. การสรุปความคิดเห็นที่เห็นว่าเป็นประโยชน์กับชีวิตและสังคม
  3. การสรุปเนื้อหาเพื่อโน้มน้าวให้เกิดความร่วมมือในด้านต่างๆ
  4. การสรุปเพื่อให้เกิดความตระหนัก

ชะลอ รอดลอย (2544 : 43 – 45) ได้กล่าวถึงวิธีการปิดเรื่องหรือการลงท้ายว่ามี 5 วิธี ดังนี้

  1. การลงท้ายด้วยย่อหน้า หรือประโยคที่สิ้นสุดกระบวนความแล้ว
  2. การลงท้ายด้วยการย้ำความสำคัญของเรื่อง
  3. การลงท้ายด้วยสรุปความเห็นสนับสนุนเรื่องที่ได้กล่าวมาแล้ว
  4. การลงท้ายด้วยการตั้งคำถามทิ้งไว้ให้ผ่านอ่านคิดต่อไป
  5. การลงท้ายด้วยการวิเคราะห์ตามนัยของชื่อเรื่องให้กว้างขวางขึ้น
  6. การลงท้ายด้วยทวนใจความในย่อหน้าที่เป็นความนำ
  7. การลงท้ายด้วยการหมุนกลับทำนองเย้ยหยัน หรือพลิกความคิดโดยไม่ได้คาดฝันมาก่อน
  8. การลงท้ายด้วยคำชักจูงหรือคัดค้านโดยใช้คำพูดของบุคคลสำคัญมาสรุป
  9. การลงท้ายด้วยเรื่องเกร็ด
  10. การลงท้ายด้วยพังเพย สุภาษิต หรือบทกวี
  11. การลงท้ายด้วยการตั้งข้อสังเกต
  12. การลงท้ายด้วยการเขียนเยาะเย้ย
  13. การลงท้ายด้วยการให้ความรู้อย่างแปลก
  14. การลงท้ายด้วยการใช้ประโยคกระทบใจให้เห็นจุดที่ต้องการ

 

จากการศึกษาการปิดเรื่องของสารคดีชีวประวัติของสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอเจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ พบว่าพระองค์ทรงมีกลวิธีการเปิดเรื่อง 5 วิธี ได้แก่ การปิดเรื่องโดยใช้บทกวี การปิดเรื่องโดยการสรุปความ การปิดเรื่องโดยการกล่าวขอบคุณ ผู้ช่วยเหลือและแสดงทรรศนะ การปิดเรื่องโดยการกล่าวถึงอุปสรรคและปัญหาในการนิพนธ์ และการปิดเรื่องแบบไม่มีการทิ้งท้าย ตัวอย่างต่อไปนี้

 

          3.1 การปิดเรื่องโดยใช้บทกวี

การปิดเรื่องโดยใช้บทกวี คือ การปิดเรื่องโดยใช้บทกวีพรรณนาความรู้สึกของผู้เขียนที่มีต่อเหตุการณ์นั้นๆ การปิดเรื่องแบบนี้จะช่วยสร้างความประทับใจและสร้างอารมณ์ร่วมให้แก่ผู้อ่าน เพราะว่าบางครั้งคำพูดอาจจะไม่สามารถบรรยายความรู้สึกได้ดีเท่าบทกวีเพียงหนึ่งบท จากการศึกษาพบการปิดเรื่องของการปิดเล่มแบบใช้บทกวีเพียงเรื่องเดียว ได้แก่ เรื่อง เจ้านายเล็กๆ – ยุวกษัตริย์ ซึ่งผู้นิพนธ์ได้ยกบทกวีของ อัลเฟรด เดอวีนย์ นักเขียนฝรั่งเศสมากล่าวไว้ในการปิดเล่ม ดังต่อไปนี้

“Bientot le haut du mont reparut sans Moise.

Ll fut pleure-Marchant vers la terre promise,

Josue s’avancait pensif et palissant,

Car il etait déjà l’elu du Tout – Puissant.”

Alfred de Vigny

4 derniers vers de “Moise”, poeme de 116 vers

Poemes Antiques et Modernes

 

“ไม่ช้ายอดเขาก็โผล่พ้นเมฆโดยไม่มีโมเซส

ฝูงชนต่างซึมเซา โศกสลด

โยชวาเดินสู่ดินแดนที่พระผู้เป็นเจ้าให้คำมั่นว่า

จะเป็นที่พำนักของชาวยิว

ด้วยใบหน้าเคร่งขรึมและซีดหมอง

เพราะเป็นผู้ที่พระผู้เป็นเจ้าได้ทรงเลือกไว้แล้ว”

จากกวีนิพนธ์ของ

อัลเฟรด เดอ วันยี่ นักเขียนฝรั่งเศส

(ค.ศ. 1797 – 1863)

ยุวกษัตริย์พระองค์หนึ่งเสด็จสวรรคตไปแล้ว

ยุวกษัตริย์อีกพระองค์หนึ่งก็เสด็จขึ้นครองราชย์ต่อไป

(เจ้านายเล็กๆ – ยุวกษัตริย์, 2549 : 441 – 443)

 

จะเห็นได้ว่าการเปิดเรื่องแบบใช้บทกวีนั้นจะทำให้ผู้อ่านเกิดอารมณ์ร่วมกับผู้นิพนธ์ได้เป็นอย่างดี และทำให้ผู้อ่านเกิดความประทับใจอีกด้วย การปิดเรื่องนี้เป็นการกล่าวถึงการสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดลและการขึ้นครองราชย์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช

 

          3.2 การปิดเรื่องโดยการสรุปความ

การปิดเรื่องโดยสรุปความ คือ การย้ำเรื่องราวที่อ่านมาทั้งหมดอีกครั้งหนึ่ง ทำให้ผู้อ่านเข้าใจสาระสำคัญที่พระองค์ทรงนำเสนอ และทำให้ทราบถึงจุดประสงค์ที่พระองค์ทรงพระนิพนธ์ด้วย จากการศึกษาพบว่าการปิดเล่มโดยการสรุปความเพียงเรื่องเดียว ได้แก่ เวลาเป็นของมีค่า พระองค์ทรงสรุปความคิดเห็นที่พระองค์ทรงเห็นว่าจะสามารถเป็นประโยชน์ต่อชีวิตและสังคม ดังต่อไปนี้

 

ท่านได้เห็นผลงานต่างๆ หลายชนิด ซึ่งจะบอกว่างามหรือไม่งามก็แล้วแต่ความคิดเห็นและรสนิยมของแต่ละคน แต่ปัญหาไม่ได้อยู่ที่นั่น สิ่งที่ข้าพเจ้าประสงค์จะให้ท่านเห็นคือ วิธีหนึ่งระหว่างหลายร้อยหลายพันวิธีที่จะกำจัดความเบื่อ ความเหงา วิธีนี้คือ การสร้างความงามเฉพาะตัว ความพอใจส่วนตัวในวัยเด็กจนถึงวัยชรา โดยไม่ต้องมีพรสวรรค์ โดยไม่ต้องใช้จ่ายมากนักเหมือนงานอดิเรกบางชนิด เช่น การ “เล่น” ของเก่า นาฬิกา รถยนต์ โดยไม่ลำบากหรือสร้าง
ความลำบากให้ผู้อื่น แต่สิ่งที่ขาดไม่ได้คือ ความรักสิ่งที่ทำ รสนิยม และความอดทน

(เวลาเป็นของมีค่า, 2538 : 200)

 

จะเห็นได้ว่าการปิดบทโดยการสรุปความจะช่วยให้ผู้อ่านเห็นจุดประสงค์การพระนิพนธ์ของพระองค์ เรื่องการใช้เวลาให้เกิดประโยชน์และมีคุณค่าซึ่งเป็นการเตือนสติผู้อ่านได้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น และนำบทสรุปจากเรื่องไปใช้ในการดำเนินชีวิต

 

          3.3 การปิดเรื่องโดยการกล่าวขอบคุณ ผู้ช่วยเหลือและแสดงทรรศนะ

การปิดเรื่อง โดยการกล่าวขอบคุณ ผู้ช่วยเหลือและแสดงทรรศนะ แสดงให้เห็นว่าพระองค์ทรงเห็นความสำคัญของผู้ที่ให้ความช่วยเหลือในการนิพนธ์สารคดีเล่มนี้ นอกจากนั้นการแสดง
พระทรรศนะเกี่ยวกับเจ้าของชีวประวัตินั้นก็ทำให้ผู้อ่านทราบถึงความรู้สึกที่มีต่อเจ้าของเรื่องราวชีวิตที่นำมากล่าวถึง จากการศึกษาพบการปิดบทโดยการกล่าวขอบคุณผู้ช่วยเหลือและแสดงทรรศนะเพียงเรื่องเดียว ได้แก่ พระราชธิดาในรัชกาลที่ 5 ดังต่อไปนี้

 

ข้าพเจ้าคงไม่สามารถเขียนหนังสือเล่มนี้ได้ ถ้าไม่ได้รับความช่วยเหลือในด้านรูปหนังสืออ้างอิง และการเล่าเหตุการณ์ต่างๆ ข้าพเจ้าไม่สามารถเอ่ยพระนามและนามของผู้ที่มีพระคุณได้ เพราะมีหลายท่านเหลือเกิน จึงเพียงขอขอบพระทัยและขอบใจมา ณ ที่นี้…

…ข้าพเจ้าได้เขียนประวัติของผู้ที่ไม่ได้ทำให้เหตุการณ์ของโลกหรือของประเทศเปลี่ยนแปลงไป ที่ไม่ได้เป็นที่รู้จักของคนทั่วไป ที่ไม่ได้มีบทบาทสำคัญในสังคม แต่เป็นผู้ที่อยู่ในธรรม ทำบุญทำทาน และมิได้ทำความเบียดเบียนเดือดร้อนหรือเสียหายให้ใครแม้แต่น้อย

ข้าพเจ้าจึงหวังว่าผู้อ่านจะได้รับความคิดและความสนใจในพระประวัติของพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวาปีบุษบากร

(พระราชธิดาในรัชกาลที่ 5, 2524 : 198 – 199)

 

จะเห็นได้ว่าพระองค์ทรงเห็นความสำคัญของบุคคลที่คอยให้ความช่วยเหลือและแสดงพระทรรศนะถึงพระองค์วาปีบุษบากรเจ้าของเรื่องราวชีวิตทำให้เห็นคุณงามความดีของพระองค์ซึ่งเป็นเจ้าของเรื่องชีวิตที่พระองค์ได้กล่าวถึง

 

3.4 การปิดเรื่องโดยการกล่าวถึงอุปสรรคและปัญหาในการนิพนธ์

การปิดเรื่องโดยการกล่าวถึงอุปสรรคและปัญหาในการนิพนธ์ ทำให้ผู้อ่านทราบวิธีการแสวงหาข้อมูลที่อาจได้มาด้วยความยากลำบาก ตลอดจนขั้นตอนการทรงพระนิพนธ์กว่าหนังสือจะเสร็จสมบูรณ์ จากการศึกษาพบการปิดเรื่องของการปิดบทโดยการกล่าวถึงอุปสรรคและปัญหาใน
การนิพนธ์ ตลอดจนการถวายพระพรสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีให้ทรงพระเกษมสำราญ มีเพียงเรื่องเดียว ได้แก่ เรื่อง แม่เล่าให้ฟัง โดยกล่าวไว้ในบทส่งท้ายซึ่งเป็นการปิดเล่มด้วย ดังต่อไปนี้

 

ถึงแม้ว่าหนังสือเล่มนี้ได้คิดทำมาแล้วเป็นเวลาแปดปีกว่า และได้ลงมือมาจริงๆ แล้วปีหนึ่ง ก็รู้สึกว่ามีเวลาน้อยไป หนังสือยังไม่ถึงโรงพิมพ์ก็มองเห็นข้อบกพร่องข้อหนึ่ง คือ การลงรูป เมื่อข้าพเจ้าเริ่มเลือกรูปก็มุ่งแต่จะคัดรูปที่มีแม่หรือเป็นรูปที่แม่ถ่ายโดยมิได้คำนึงว่าแม่ไม่ได้อยู่คนเดียวในโลก ต้องมีเพื่อน มีครู มีสามี มีลูก แต่ก็เป็นเรื่องที่แก้ไม่ทันแล้วสำหรับคราวนี้

ในที่สุดนี้ขอให้แม่มีความสุขความสบายอย่าง “เรื่อยๆ” ที่แม่เองชอบพูดและขอให้มีอายุยืนนานตามที่สัญญาไว้ เพื่อที่จะให้ลูกสามารถเขียนหนังสือได้อีกหลายๆ เล่ม

(แม่เล่าให้ฟัง, 2549 : 282)

 

จะเห็นว่าพระองค์ทรงปิดเล่มโดยทรงกล่าวถึงอุปสรรค ข้อบกพร่อง และปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับการพระนิพนธ์เรื่อง แม่เล่าให้ฟัง ได้แก่ การเลือกรูปถ่ายที่จะนำมาแทรกในเนื้อหาว่าพระองค์ทรงเลือกแต่รูปถ่ายของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีเพียงอย่างเดียว ไม่ได้คำนึงถึงบุคคลที่เกี่ยวข้องกับพระองค์ด้วย

 

          3.5 การปิดเรื่องแบบไม่มีการทิ้งท้าย

การปิดเรื่องแบบไม่มีการทิ้งท้าย คือ การจบเรื่องแบบทันทีโดยไม่มีการสรุปใดๆ ทั้งสิ้น
การปิดเรื่องแบบนี้จะไม่ได้แยกแยะส่วนปิดเรื่องกับส่วนเนื้อหาไว้อย่างชัดเจน โดยส่วนปิดเรื่องจะเป็นส่วนหนึ่งของเนื้อหา การปิดเรื่องแบบไม่มีการทิ้งท้ายนั้นจะพบว่าพระองค์ทรงใช้ในการปิดบท
ดังตัวอย่างต่อไปนี้

          ตัวอย่างที่ 1

…โดยมากแม่จะให้ที่ร้านเป็นผู้พ่น เพราะเขามีเครื่องมือ แล้วจึงเอาไปอบครั้งที่สองด้วยอุณหภูมิระหว่าง 920 – 980 ซ. เมื่อแม่เลิกเรียนกับครูแล้วแม่ได้ปั้นที่เขี่ยบุหรี่และถ้วยเล็กๆ หลายแบบ เพื่อขายเป็นการกุศล แต่ส่วนมากจะให้เป็นของขวัญ

(เวลาเป็นของมีค่า, 2538 : 80)

 

          ตัวอย่างที่ 2

ระหว่างที่อยู่ที่ภูเขาเลเพลหยาดส์ พระองค์เล็กได้วาดรูปภูเขาที่เห็นได้ชัดเจนจากที่นั่นส่งไปให้แม่ทางไปรษณีย์ ภูเขานั้นชื่อ Rochers de Naye ซึ่งแปลว่า “โขดหินเนย์” เนย์ไม่มีความหมายเป็นเพียงชื่อ แต่พระองค์เล็กบรรยายภาพว่า Rochers de Nez ซึ่งออกเสียงเหมือนกันแต่แปลว่า “โขดหินจมูก”

(เจ้านายเล็กๆ – ยุวกษัตริย์, 2549 : 210)

 

จากการศึกษาการปิดเรื่องที่ปรากฏในสารคดีชีวประวัติสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอเจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์สามารถสรุปได้ว่ามีการปิดเรื่อง 5 วิธี คือ การปิดเล่ม ได้แก่ การปิดเรื่องโดยใช้บทกวี การปิดเรื่องโดยการสรุปความ การปิดเรื่องโดยการกล่าวขอบคุณ
ผู้ช่วยเหลือและแสดงพระทรรศนะ และการปิดเรื่องโดยการกล่าวถึงอุปสรรคและปัญหาในการนิพนธ์ ส่วนการปิดบทนั้นพบว่ามีการปิดเรื่องแบบไม่มีการทิ้งท้าย การปิดเรื่องแบบไม่มีการทิ้งท้ายจะเป็นการปิดเรื่องโดยที่ไมได้แยกส่วนปิดเรื่องออกจากเนื้อหาไว้อย่างชัดเจน ซึ่งวิธีการปิดเรื่องแบบไม่มี
การทิ้งท้ายนี้พบมากที่สุด

 

  1. การตั้งชื่อเรื่อง

การตั้งชื่อเรื่องนับว่าเป็นส่วนสำคัญสำหรับงานเขียนทุกประเภท เพราะสิ่งแรกที่จะทำให้ผู้อ่านนั้นเลือกหนังสือเล่มใดเล่มหนึ่งขึ้นมาอ่านนั้นต้องมาจากการเห็นชื่อเรื่องเป็นอันดับแรก ดังที่ ธัญญา สังขพันธานนท์ (2548 : 56) ได้กล่าวไว้ว่า “ชื่อเรื่องเป็นองค์ประกอบที่สำคัญของสารคดี เพราะเป็นส่วนแรกสุดที่ผู้อ่านมองเห็นและอยากอ่านเรื่องราวที่เขียน” ดังนั้นนักเขียนทั้งหลายจึงต้องตั้งชื่อเรื่องให้กับงานเขียนของตนเองให้ดีและเหมาะสมกับงานเขียนชิ้นนั้นมากที่สุด จากการศึกษาการเขียนสารคดีพบว่ามีผู้ศึกษาวิธีการตั้งชื่อเรื่องไว้หลากหลาย ดังนี้

มาลี บุญศิริพันธ์ (2535 : 41-51) ได้กล่าวคือกลวิธีตั้งชื่อเรื่อง ไว้ดังนี้

  1. ชื่อเรื่องแบบบอกเนื้อหา
  2. ชื่อเรื่องแบบเล่นสำนวน
  3. ชื่อเรื่องแบบคุยกับผู้อ่าน
  4. ชื่อเรื่องแบบคำถาม
  5. ชื่อเรื่องแบบฉงนสนเท่ห์

ถวัลย์ มาศจรัส (2538 : 76-81) ได้กล่าวถึงการตั้งชื่อเรื่องไว้ดังนี้

  1. แบบชี้นำเนื้อหา
  2. แบบสำบัดสำนวน
  3. แบบคนคุ้นเคย
  4. แบบคำถาม
  5. แบบชวนฉงน
  6. แบบอื่นๆ

ชะลอ รอดลอย (2544 : 35-37) ได้กล่าวถึงการตั้งชื่อเรื่องไว้ดังนี้

  1. แบบชี้นำเนื้อหา
  2. แบบสำบัดสำนวน
  3. แบบคนคุ้นเคย
  4. แบบคำถาม
  5. แบบชวนฉงน
  6. การตั้งชื่อเรื่องแบบอื่นๆ

พระนิพนธ์สารคดีชีวประวัติทั้ง 4 เล่มนั้น มีการนำเสนอเนื้อหาแบ่งเป็นบท และเป็นหัวข้อย่อย ดังนั้นในการศึกษาการตั้งชื่อเรื่องครั้งนี้ ผู้ศึกษาจึงได้วิเคราะห์ทั้งชื่อเล่ม ชื่อบท และชื่อหัวข้อย่อยของสารคดีชีวประวัติพระนิพนธ์ของสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนากรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ จากการศึกษาพบว่าพระองค์ทรงใช้วิธีการตั้งชื่อ 3 ประเภท ได้แก่ การตั้งชื่อแบบบอกเนื้อหา การตั้งชื่อแบบบอกที่มาของเนื้อหา และการตั้งชื่อตามสถานที่ในเนื้อหา
ดังรายละเอียดต่อไปนี้

          3.1 การตั้งชื่อเล่ม

จากการศึกษาการตั้งชื่อเล่มทั้งหมด 4 เล่ม นั้นพบว่ามีการตั้งชื่อเล่ม 2 ประเภท ได้แก่

การตั้งชื่อแบบบอกเนื้อหา และการตั้งชื่อแบบบอกที่มาของเนื้อหา ดังรายละเอียดต่อไปนี้

                   3.1.1 การตั้งชื่อแบบบอกเนื้อหา

การตั้งชื่อแบบบอกเนื้อหา คือ การตั้งชื่อที่แสดงให้ผู้อ่านได้ทราบว่าเรื่องราวที่นำเสนอนั้นมีเนื้อหาสาระเกี่ยวกับอะไร น่าสนใจหรือไม่ จากการศึกษาการตั้งชื่อเล่มพบว่ามีการตั้งชื่อแบบบอกเนื้อหาทั้งหมด 3 เล่ม ได้แก่ เรื่อง พระราชธิดาในรัชกาลที่ 5, เจ้านายเล็กๆ – ยุวกษัตริย์ และเวลาเป็นของมีค่า

                   3.1.2 การตั้งชื่อแบบบอกที่มาของเนื้อหา

การตั้งชื่อแบบบอกที่มาของเนื้อหา คือ การตั้งชื่อแสดงให้ผู้อ่านได้ทราบเรื่องราวที่นำมาเขียนนั้นมาจากแหล่งใดหรือจากผู้ใด จากการศึกษาการตั้งชื่อเล่มพบว่าการตั้งชื่อแบบบอกที่มาของเนื้อหาเพียงเล่มเดียว ได้แก่ เรื่อง แม่เล่าให้ฟัง

          3.2 การตั้งชื่อบท

จากการศึกษาการตั้งชื่อบททั้งหมด 4 เรื่อง รวมทั้งสิ้น 13 ชื่อนั้น พบว่ามีการตั้งชื่อบทเพียงประเภทเดียว ได้แก่ การตั้งชื่อแบบบอกเนื้อหา คือ การตั้งชื่อที่แสดงให้ผู้อ่านได้ทราบว่าเรื่องราวที่นำเสนอนั้นมีเนื้อหาสาระเกี่ยวกับอะไร น่าสนใจหรือไม่ จากการศึกษาการตั้งชื่อบทพบว่ามีการตั้งชื่อแบบบอกเนื้อหาดังตัวอย่างต่อไปนี้

เรื่อง เจ้านายเล็กๆ – ยุวกษัตริย์ พระองค์ได้ตั้งชื่อบทว่า เจ้านายเล็กๆ เป็นการตั้งชื่อบทแบบบอกเนื้อหาของเรื่อง เพราะเนื้อหาในหัวข้อนี้จะกล่าวถึง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่ภูมิพลอดุลยเดช เมื่อครั้งทรงพระเยาว์

เรื่อง เวลาเป็นของมีค่า ผู้นิพนธ์ได้ตั้งชื่อบทว่า ภาพปัก เป็นการตั้งชื่อบทแบบบอกเนื้อหาของเรื่อง เพราะเนื้อหาในหัวข้อนี้กล่าวถึงงานอดิเรกของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ได้แก่ งานปักภาพต่างๆ เช่น รูปดอกไม้ รูปตุ๊กตา โดยชื่อบทแบบบ่งบอกเนื้อหาของเรื่องไว้อย่างชัดเจน

 

          3.3 การตั้งชื่อหัวข้อย่อย

จากการศึกษาการตั้งชื่อหัวข้อย่อยทั้งหมด 4 เล่ม รวมทั้งสิ้น 38 ชื่อนั้น พบว่ามีการตั้งชื่อหัวข้อย่อย 2 ประเภท ได้แก่ การตั้งชื่อแบบบอกเนื้อหา 26 ชื่อ และการตั้งชื่อตามสถานที่ในเนื้อหาเรื่อง 12 ชื่อ ดังรายละเอียดต่อไปนี้

                   3.3.1 การตั้งชื่อแบบบอกเนื้อหา

การตั้งชื่อแบบบอกเนื้อหา คือ การตั้งชื่อที่แสดงให้ผู้อ่านได้ทราบว่าเรื่องราวที่นำเสนอนั้นมีเนื้อหาสาระเกี่ยวกับอะไร น่าสนใจหรือไม่ จากการศึกษาการตั้งชื่อหัวข้อย่อยพบว่ามีการตั้งชื่อแบบบอกเนื้อหาดังตัวอย่างต่อไปนี้

เรื่อง พระราชธิดาในรัชกาลที่ 5 พระองค์ได้ตั้งชื่อหัวข้อย่อยว่า เมื่อทรงพระเยาว์ เป็นการตั้งชื่อหัวข้อย่อยแบบบอกเนื้อหาของเรื่อง เพราะเนื้อหาในหัวข้อนี้จะกล่าวถึงพระประวัติและเรื่องราวชีวิตในวัยเยาว์ของพระเจ้าบรมวงศ์เธอพระองค์เจ้าวาปีบุษบากร

เรื่อง เวลาเป็นของมีค่า พระองค์ได้ตั้งชื่อหัวข้อย่อยว่า การเรือน เป็นการตั้งชื่อหัวข้อย่อยแบบบอกเนื้อหาของเรื่อง เพราะเนื้อหาในหัวข้อนี้จะกล่าวถึงงานอดิเรกของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนีในเรื่องเกี่ยวกับการเรือน ได้แก่ การทำครัว การเย็บปักถักร้อย

เรื่อง แม่เล่าให้ฟัง พระองค์ได้ตั้งชื่อหัวข้อย่อยว่า ลูกสามคนเกิด เป็นการตั้งชื่อหัวข้อย่อยแบบบอกเนื้อหาของเรื่อง เพราะเนื้อหาในหัวข้อนี้จะกล่าวถึงการประสูติของสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช

                   3.3.2 การตั้งชื่อตามสถานที่ในเนื้อเรื่อง

การตั้งชื่อตามสถานที่ คือ การนำชื่อของสถานที่ที่พระองค์กล่าวถึงหรือชื่อของสถานที่ที่เกิดเหตุการณ์ในเรื่องนั้นๆ มาตั้งเป็นชื่อเรื่อง จากการศึกษาการตั้งชื่อหัวข้อย่อยพบว่ามี
การตั้งชื่อตามสถานที่ในเนื้อเรื่อง ดังตัวอย่างต่อไปนี้

เรื่อง เจ้านายเล็กๆ – ยุวกษัตริย์ ผู้นิพนธ์ได้ตั้งชื่อหัวข้อย่อยว่า ไฮเดลเบอร์ก 2468 เป็นการตั้งชื่อหัวข้อย่อยตามสถานที่ที่ผู้นิพนธ์กล่าวถึงในเนื้อเรื่อง คือเมืองไฮเดลเบอร์กนั้นเป็นสถานที่ที่สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรมพระบรมราชชนกและครอบครัวได้ใช้ชีวิตช่วงหนึ่งที่นั้น คือ ตั้งแต่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2468 ถึง 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2468 แล้วจึงเดินทางไปปารีส

เรื่อง เจ้านายเล็กๆ – ยุวกษัตริย์ ผู้นิพนธ์ได้ตั้งชื่อหัวข้อย่อยว่า ลอนดอน – โลซานน์ – กลับเมืองไทย ซึ่งเป็นการตั้งชื่อหัวข้อย่อยตามสถานที่ที่ผู้นิพนธ์กล่าวถึงในเนื้อเรื่อง โดยลอนดอนและโลซาน์นั้นเป็นสถานที่ที่สมเด็จพระมหิตลาธิเบศรอดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก สมเด็จ
พระศรีนครินทราบรมราชชนี และพระโอรส พระธิดาทั้ง 3 พระองค์ ทรงได้พักระหว่างเดินทางกลับเมืองไทย

เรื่อง แม่เล่าให้ฟัง ผู้นิพนธ์ได้ตั้งชื่อหัวข้อย่อยว่า โลซานน์ เป็นการตั้งชื่อหัวข้อย่อยตามที่สถานที่ที่ผู้นิพนธ์กล่าวถึงในเนื้อเรื่อง เมืองโลซานน์ประเทศสวิสเซอร์แลนด์นั้นเป็นสถานที่ที่หนึ่งที่สมเด็จพระศรีนครินทร์ทราบรมราชชชนี พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยูหัวภูมิพลอดุลยเดช และสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ทรงใช้ชีวิตช่วงหนึ่งที่นั้นคือ ตั้งแต่ พ.ศ. 2476 – พ.ศ. 2481

จากการศึกษาการตั้งชื่อเรื่องทั้งหมดพบว่าสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ทรงมีการตั้งชื่อเล่ม ชื่อหัวข้อย่อย ดังนี้ การตั้งชื่อเล่มพบ 2 ประเภท ได้แก่ การตั้งชื่อแบบบอกเนื้อหาและการตั้งชื่อแบบบอกที่มาของเนื้อหา การตั้งชื่อบทพบประเภทเดียว ได้แก่ การตั้งชื่อแบบบอกเนื้อหา สุดท้ายการตั้งชื่อหัวข้อย่อยพบ 2 ประเภท ได้แก่
การตั้งชื่อแบบบอกเนื้อหา และการตั้งชื่อตามสถานที่ในเนื้อเรื่อง