แรงบันดาลใจ...ลวดลายประยุกต์ผ้าลีมาบาติกสถาบันฯ
ประชาสัมพันธ์ - 15 พ.ย. 2017 16:25

แรงบันดาลใจ...ลวดลายประยุกต์ผ้าลีมาบาติกสถาบันฯ

Limar Pattern to Modern Batik
 




“ผ้า” เป็นหนึ่งในปัจจัยสี่ที่สำคัญในการดำรงชีวิตของมนุษย์   วัฒนธรรมการนุ่งห่มด้วยผ้าสะท้อนภูมิปัญญาของท้องถิ่น ซึ่งมีศิลปะและความงดงามที่เป็นเอกลักษณ์แตกต่างกันไป ตามประสบการณ์ ความชำนาญ ค่านิยม และทรัพยากรที่มีอยู่ในท้องถิ่น   การทำผ้าโบราณทั้งการทอ การพิมพ์และการเขียนลาย เป็นมรดกภูมิปัญญาของสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่สืบทอดกันมาเป็นระยะเวลานาน แต่เนื่องจากสังคมในปัจจุบันเปลี่ยนจากการดำเนินชีวิตในภาคเกษตรมาเป็นภาคอุตสาหกรรมและภาคบริการ สินค้าอุตสาหกรรมจึงเข้ามามีบทบาทสำคัญต่อการดำรงชีวิต  ทำให้การทำผ้าเพื่อประโยชน์ใช้สอยต่าง ๆ จึงมีจำนวนลดลง และเสี่ยงต่อการสูญหายไป

ผ้าลีมาหรือผ้าจวนตานี เป็นผ้าท้องถิ่นที่มีเอกลักษณ์ มีลักษณะเป็นผ้าผืนกว้างประมาณ 80-85 เซนติเมตร ยาวประมาณ  210-220  เซนติเมตร หรือเป็นผ้าโสร่ง  ผ้าลีมามีเอกลักษณ์ คือ ลวดลายที่เกิดขึ้นบนผืนผ้าลีมาส่วนมากเป็นลวดลายที่เกิดจากการมัดหมี่ หัวผ้าหรือเชิงผ้าจะเป็นสีแดง  ส่วนตัวผ้าจะเป็นสีที่ตัดกันกับสีแดง เช่น  สีเขียว, น้ำเงินและสีดำ โดยระหว่างตัวผ้าและหัวผ้าจะถูกคั่นด้วยล่องจวนในความยาวทั้งหมดของผ้าทั้งผืน ผ้าลีมาจะใช้ผ้าต่อเนื่องกัน แม้ลวดลายและสีสันจะแตกต่างกันโดยไม่ได้นำผ้ามาเย็บต่อกัน

ผ้าบาติกหรือปาเต๊ะ เป็นการตกแต่งแต้มสีสันให้เกิดลวดลายลงบนผืนผ้าวิธีหนึ่งที่ทำกันมากทั้งในประเทศอินโดนีเซีย ประเทศมาเลเซีย และประเทศไทย มีการนำเสนอลวดลายผ้าที่สะท้อนออกมาจากความคิดจินตนาการของผู้ผลิตรวมทั้งเทคนิคในการทำที่แตกต่างกัน เอกลักษณ์เฉพาะของผ้าบาติกจากจังหวัดนราธิวาส ที่สืบสานโดยกลุ่มดาหลาบาติก คือ การอนุรักษ์กรรมวิธีผลิตแบบโบราณและผสานเทคนิคที่ทันสมัยให้มีสีสัน ลวดลายโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์เฉพาะ โดยใช้แม่พิมพ์โลหะพิมพ์มือผสมการเขียน ใช้อุปกรณ์แบบโบราณ มีการประยุกต์เล็กน้อยทำให้ผ้าบาติกจากจังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นที่ยอมรับและมีชื่อเสียงสร้างรายได้และมูลค่ารวมถึงคุณค่า ได้อย่างน่าภาคภูมิ

  

สถาบันวัฒนธรรมศึกษากัลยาณิวัฒนา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี มีหน้าที่ทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม   สร้างสรรค์  และพัฒนาองค์ความรู้ ด้านศิลปวัฒนธรรม  ได้เล็งเห็นว่ากระบวนการในการอนุรักษ์ สืบสานและถ่ายทอด   ตลอดจนการพัฒนาองค์ความรู้ในการทำผ้า เป็นการสร้างรายได้ และเพิ่มคุณค่าทางเศรษฐกิจบนพื้นฐานทุนทางวัฒนธรรม เป็นการพัฒนาพื้นที่ในมิติของวัฒนธรรม ด้วยการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ก่อให้เกิดรายได้  เป็นการเชื่อมต่อระหว่างภูมิปัญญาวัฒนธรรมที่กำลังจะสูญหายเข้ากับวัฒนธรรมจากโลกยุคใหม่ให้สามารถอยู่ด้วยกันอย่างลงตัว  จึงเกิดการนำลวดลายจากผ้าลีมา ประยุกต์พิมพ์ลงบนผ้าบาติก  ก่อให้เกิดการพัฒนา และต่อยอดศิลปะ องค์ความรู้เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์  (Creative Economy)
 


ลวดลายผ้าชุดนี้  ได้รับแรงบันดาลใจมาจาก ลายผ้าลีมา หรือผ้าจวนตานีซึ่งจัดแสดงอยู่ในนิทรรศการผ้าโบราณ ณ หอวัฒนธรรม สถาบันวัฒนธรรมศึกษากัลยาณิวัฒนา  ผ้าจวนตานีเป็นผ้าทอที่มีลวดลายสวยงามและมีความละเอียดมาก  อีกทั้งยังเป็นผ้าทอที่เกิดขึ้นโดยฝีมือของคนในท้องถิ่น   ผู้สร้างสรรค์ได้หยิบยกลายบางช่วง บางตอน ของผ้าจวนตานีแต่ละผืนมาจัดวางองค์ประกอบขึ้นใหม่ ตามจินตนาการและความประทับใจ ของผู้สร้างสรรค์เอง  โดยหยิบเอาลายจากผ้าจวนตานีจำนวน  3  ผืน  ดังนี้

 



ผู้สร้างสรรค์ได้ถอดแบบจากลายทอ  มาดัดแปลงลายขึ้นใหม่  ให้เหมาะกับการทำพิมพ์ด้วยเหล็ก    บางส่วนผ่านการตัดทอน  บางส่วน  ได้เพิ่มเติมขึ้น  แต่ภาพรวมของแต่ละลายก็ยังคงมีเค้าโครงลายเดิมอยู่  ผิดเพี้ยนไปจากเดิมไม่มาก  โดยการสเก็ตซ์ภาพบนกระดาษด้วยดินสอ  เมื่อได้โครงสร้างของลาย แต่ละลายแล้ว  ก็นำภาพร่างลายเส้นดินสอปรับแต่งด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์  เพื่อให้ได้ลายที่คมชัด  และมีขนาดที่แน่นอน
 

    

  


          


จากนั้นก็จัดวางองค์ประกอบของผ้าทั้งผืน  โดยนำลายที่ออกแบบไว้ทั้งหมดมาจัดวางองค์ประกอบของผ้าทั้งผืนขึ้นมาใหม่  ขั้นตอนนี้  ผู้สร้างสรรค์ได้รับการแนะนำจากครูช่างธนินทร์ธร  รักษาวงศ์ ครูช่างศูนย์ศิลปาชีพระหว่างประเทศ  ในการจัดวางลวดลาย  ผ้าแต่ละผืน  มีองค์ประกอบ ของลายที่แตกต่างกันไป  เช่น  ลายพื้น  ลายร่อง  ลายขอบผ้า  และตีนผ้าหรือชายผ้า  โดยยึดโครงสร้างในผืนผ้าตามแบบผ้าลีมาโบราณ จนเกิดเป็นลายผ้าประยุกต์ผืนใหม่  ที่ได้แรงบันดาลใจและถอดแบบมาจากผ้าทอโบราณ อันเป็นที่มาของผ้าลีมาบาติกสถาบันฯ หลังจากนั้น ทางครูช่างธนินทร์ธร รักษาวงศ์ แห่งดาหลาบาติก นำลายที่ได้มาจัดทำเป็นแม่พิมพ์ทองเหลือง นำไปทดลองพิมพ์ และกำหนดสี จนกลายมาเป็นผลงานผ้าบาติกชุดแรกที่นำออกมาสู่สายตาประชาชน ดังตัวอย่าง





    


    


  


 

comments powered by Disqus